For a better experience please change your browser to CHROME, FIREFOX, OPERA or Internet Explorer.

[Road Test] Mitsubishi Triton Double Cab 4WD กระบะพันธุ์แกร่งที่มีดีมากกว่าคำว่าแกร่ง

4 / 5

Overview Of Car

กระบะพันธุ์แกร่งที่ดีงามรอบด้าน การขับขี่นุ่มนวลทุกสภาพถนน เครื่องยนต์ทรงพลัง รถคันนี้พร้อมจะเป็นคู่หูที่สามารถขับขี่ไปได้ทุกๆ ที่
ราคา 1,099,000 บาท

Body Style:Pick-up Truck
Description:กระบะขนาดกลาง ยกสูง 4 ประตู 5 ที่นั่ง ขับเคลื่อนสี่ล้อ
Engine:ดีเซล 4 สูบ 2.4 ลิตร เทอร์โบ
Fuel Consumption:11.7 กม./ลิตร (ค่าโรงงาน)
Fuel Type:ดีเซล
Make:Mitsubishi
Max Power:181 แรงม้า ที่ 3,500 รอบต่อนาที
Max Torque:430 นิวตันเมตร ที่ 2,500 รอบต่อนาที
Model:Mitsubishi Triton Double Cab 4WD 2.4 GT Premium 6 AT
Price Guide:1,099,000 บาท
Release Date:พฤศจิกายน 2018
0-100 km/h:182 กม./ชม.
Transmission:อัตโนมัติ 6 สปีด
Like

จุดเด่น

  • รูปลักษณ์ภายนอกแข็งแกร่ง สวยงาม ทันสมัย 
  • เครื่องยนต์ทรงพลังและประหยัด
  • เกียร์นุ่มนวล โหมดออฟโรดมีความยืดหยุ่นในการใช้งาน
  • ห้องโดยสารกว้างขวาง เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก
  • อุปกรณ์ความปลอดภัยครบครัน
  • ขับดี ช่วงล่างหนึบ การควบคุมดี
  • การป้องกันเสียงรบกวนดีกว่ารุ่นก่อนหน้า
Dislike

จุดด้อย

  • ต้นอืด แต่เมื่อถึงรอบกลางก็มีกำลังให้ใช้เรื่อยๆ
  • จังหวะคิ๊กดาวน์มีการดีเลย์บ้างเล็กน้อย

           Mitsubishi Triton รุ่นล่าสุดเป็นหนึ่งในกระบะที่เราชื่นชอบมากสุด เพราะอะไรน่ะเหรอ หากคุณยังจำกันได้ เราเคยทดสอบ Triton ไปแล้วทั้งบนสนามออฟโรดและการขับขี่บนการจราจรจริง และ Triton ก็ทำได้ดีทั้งสองสนาม นี่เป็นกระบะที่ครบครันด้วยคุณสมบัติอันยอดเยี่ยมทั้งสมรรถนะ การขับขี่ การควบคุม รวมถึงอุปกรณ์ที่จัดมาให้แบบไม่กั๊ก เหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้กระบะจากค่ายตราเพชรได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง รักษาอันดับยอดขายที่ 4 อย่างเหนียวแน่น 

            อย่างไรก็ตาม การทดสอบครั้งที่ผ่านๆ มายังมีบางเงื่อนไขที่เราต้องการรับทราบ วันนี้เราจึงเอา Triton Double cab 4WD 2.4 GT Premium 6AT ราคา 1,099,000 บาท รุ่นท็อปสุดของไลน์อัพมาให้ทุกท่านได้ทำความรู้จักกันอีกครั้ง ก่อนหน้านี้ Triton โฉมใหม่จะมีแต่รุ่นยกสูงเท่านั้น แต่ตอนนี้ Triton ตัวเตี้ยหน้าใหม่ เปิดตัวออกมาแล้ว นับเป็นเรื่องดีเพราะผู้บริโภคจะได้มีทางเลือกเพิ่มขึ้น เข้าถึงความเท่บึกบึนแบบพวกรุ่นยกสูงได้ในราคาค่าตัวที่ถูกลง

เด่นเรื่องการขับขี่

                อย่างที่บอกไปว่า Triton เป็นกระบะที่โดดเด่นเรื่องการขับขี่ทั้งทางเรียบและทางฝุ่น คราวนี้เราไม่ได้พาไปลุยที่ไหนแต่จะเน้นขับปกติบนเส้นทางที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เข้าเมืองบ้าง ออกต่างจังหวัดบ้าง ให้รู้ถึงสมรรถนะครบทุกด้าน

            เมื่อเข้ามานั่งประจำตำแหน่งคนขับ ความรู้สึกแรกคือความสูงที่เป็นจุดเด่นอย่างมาก ทัศนวิสัยรอบคันจึงดีมาก มองเห็นชัดเจนทั้งรอบรถ กระจกมองข้างใหญ่มองสะดวก เบาะใหญ่ นุ่มสบาย ซัพพอร์ตกับสรรีระได้ดี เบาะเป็นระบบปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางทำให้หาตำแหน่งที่ต้องการได้ง่าย ไม่มีตัวดันหลังไฟฟ้า พวงมาลัยปรับมือ 4 ทิศทางสูง-ต่ำและเข้า-ออก

            เราเริ่มขับในเมืองกันก่อน การขับขี่ในช่วงแรกต้องเผชิญการการจราจรที่คับคั่ง ความเร็วที่ใช้จึงไม่สูงมาก แม้จะมีขนาดตัวที่สูงใหญ่ แต่ Triton ก็เอาตัวรอดได้สบายๆ เสาหน้าที่ค่อนข้างใหญ่เป็นปัญหาเล็กน้อยในบางสถานการณ์เช่นตอนโค้งขึ้นลานจอดรถตามห้าง แต่ทัศนวิสัยโดยรวมจัดว่าดีตามมาตรฐานรถกระบะยกสูง

            เครื่องยนต์ดีเซล MIVEC 2.4 ลิตร 181 แรงม้า น่าประทับใจตั้งแต่รอบเดินเบา มันสั่นสะเทือนน้อย เสียงไม่ดังมาก การออกตัวในเกียร์ต่ำเป็นไปอย่างนุ่มนวล จังหวะเติมคันเร่งก็มีความนุ่มนวลเช่นกัน เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดที่ปรับปรุงใหม่จากรุ่นก่อนหน้าที่มี 5 สปีดที่ส่งต่อกำลังได้อย่างราบรื่นเกือบจะไร้อาการใดๆ จะมีก็แค่จังหวะชิฟท์ดาวน์ในเกียร์ 3-2-1 ที่รู้สึกถึงแรงกระตุกเล็กๆ เท่านั้นตามนิสัยปกติของเกียร์ทอร์คคอนเวอร์เตอร์ ซึ่งถ้าเทียบตามมาตรฐานเกียร์ออโต้ในรถกระบะแล้วของ Triton ถือว่ามีอาการน้อยมาก เมื่อต้องการเร่งความเร็วอย่างฉับพลันเพื่อแซง หรือออกตัวจากแยกไฟแดงก็ตอบสนองได้ไว แรงดึงมีมาตั้งแต่รอบต่ำ เสียงเครื่องค่อยๆ ดังขึ้นแต่ไม่ถึงคำรามลั่น

            การขับขี่ในเมืองความสบายคือสิ่งที่จำเป็น เบาะคนขับที่ใหญ่ โอบกระชับ และนุ่ม ช่วยเพิ่มความผ่อนคลายขณะขับขี่ได้ดี ขณะที่พวงมาลัยก็มีน้ำหนักปานกลางคือไม่เบาเท่าเก๋งแต่ก็ไม่หนักเท่ากระบะหลายๆ รุ่น ระยะฟรีมีพองามเพื่อความนุ่มนวล ของหน้ารถตอบสนองต่อการหมุนพวงมาลัยอยู่ในระดับที่ควบคุมและกะระยะได้ง่าย ทำให้การขับขี่ในเมืองไม่รู้สึกเหนื่อย แม้ว่ารถจะคันใหญ่แต่ก็สามารถบังคับทิศทางได้อย่างแม่นยำ

            เมื่อเจอกับอุปสรรคบนผิวถนน ช่วงล่างของ Triton ดูดซับแรงสะเทือนได้ดี ไม่รู้สึกกระด้างหรือตึงตังจนเกินไป คุณจะรู้สึกได้ถึงอาการโยกเยกตามสไตล์กระบะยกสูง แต่มันเป็นการโยกเยกที่แน่นและไม่น่าหวาดเสียว ซึ่งถ้ามีผู้โดยสารนั่งมาด้วยที่เบาะหลังจะไม่ถูกบ่นอย่างแน่นอน ด้วยความที่กันสะเทือนหลังเป็นแบบโช๊คอัพไขว้ ความยืดหยุ่นเมื่อรถเหวี่ยงตัวไปมาตามแนวขวางจึงมีมากกว่ารถโช๊คอัพตั้งตรงปกติ ขณะที่ความสามารถในการบรรทุกก็ยังดีเยี่ยมเหมือนเดิมเพราะยังเป็นแหนบซ้อนอยู่

            แป้นเบรกเซ็ตอัพมาโดยเน้นความนุ่มนวลเป็นหลัก ดังนั้นจึงรู้สึกว่ามีระยะฟรีมากหน่อยเมื่อเหยียบแรกๆ ต้องเพิ่มน้ำหนักเหยียบอีกระดับนึงถึงจะรู้สึกหน่วง แรงหน่วงทสัมพันธ์กับแรงเหยียบดังนั้นจึงกะระยะเบรกได้ง่าย ล้อหน้าเป็นดิสก์เบรก ล้อหลังเป็นดรัมเบรก แค่นี้ก็เอาอยู่ทุกช่วงความเร็ว

            พาร์ทแรกผ่านไป ทีนี้เรามาดูการขับขี่นอกเมืองกันบ้าง Triton ออกตัวจากจุดหยุดนิ่งถึงความเร็ว 100 กม./ชม. ได้ไวพอสมควร เราไม่ได้จับเวลาอย่างเป็นทางการเพราะเน้นขับตามสภาพการจราจร จังหวะการออกตัวแบบนี้เครื่องยนต์ยังทำงานแบบนุ่มๆ ความเร็วจึงค่อยๆ ดีดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เกียร์ 1-2-3-4-5 แทบไม่มีอาการกระตุกในจังหวะเร่งเครื่อง อัตราทดเกียร์ค่อนข้างชิดกันในเกียร์ต่ำ และจะขยายช่วงเกียร์ขึ้นตามเกียร์สูง

            พลัง 181 แรงม้า กับแรงบิด 430 นิวตันเมตร พา Triton พุ่งทะยานแบบนุ่มๆ แต่ไม่อืด เราลองกระทืบคันเร่งคิ๊กดาวน์ตอนที่ใช้ความเร็ว 60 กม./ชม. เพื่อจะดูการตอบสนองของเครื่องยนต์และเกียร์ ผลออกมาถือว่าน่าประทับใจ เกียร์จะชิฟท์ดาวน์ลง รอบเครื่องดีดสูงขึ้น พร้อมกับแรงดึงที่เพียงพอสำหรับเร่งแซงในช่วงจังหวะคับขัน กระบวนการทั้งหมดนี้เป็นไปอย่างนุ่มนวล แต่ยังมีดีเลย์อยู่บ้างเล็กน้อย

            เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดของ Triton มาพร้อม Sport Mode +/- สำหรับควบคุมการใช้เกียร์ด้วยตนเอง ทั้งยังมีแพดเดิลชิฟท์ที่พวงมาลัย จากการลองใช้งานพบว่าตอบสนองได้ไวใช้ได้

            ที่ความเร็วเดินทางเครื่องยนต์ของ Triton ยังคงทำงานอย่างราบรื่น เสียงไม่ดัง ขณะที่การป้องกันเสียงรบกวนภายนอกรถก็ทำได้ดี เสียงลมเริ่มเข้ามาเมื่อความเร็วเกิน 100 กม./ชม. พร้อมกับเสียงยางที่จะเริ่มได้ยินมากขึ้น

            เส้นทางออกต่างจังหวัดเปิดโอกาสให้ใช้ความเร็วเดินทางที่ 100-110 กม./ชม. การขับความเร็วประมาณนี้ไม่พบว่ารถมีอาการโคลงแต่อย่างใด มีแต่ความนิ่งและมั่นคง เรารู้สึกได้ว่าช่วงล่างหนึบแน่นและเกาะถนนได้ดีกว่ามาตรฐานรถกระบะทั่วไป ขณะที่พวงมาลัยจะหนืดขึ้นเมื่อใช้ความเร็วสูง ช่วยเพิ่มความมั่นใจขณะขับได้ดี

            Triton รับมือกับโค้งได้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะเป็นรถยกสูงแต่ยังเกาะถนน การทรงตัวดี มีโยนบ้างตามสไตล์กระบะ พวงมาลัยตอบสนองต่อการบังคับได้ดี หน้ารถหันไปตามสั่งอย่างรวดเร็ว ขับแล้วไม่ล้ามากจนเกินไป ด้านระบบเบรกที่ได้รับการอัพเกรดเพิ่มขนาดจานเบรกหน้าให้ใหญ่ขึ้นและใส่คาลิเปอร์ 2 Pot ทำให้การเบรกจากความเร็วสูงมั่นใจมากขึ้น

กระบะของคนออฟโรด

            Triton รุ่นท็อปของเรามีเทคโนโลยีขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Select 4WD II ระบบขับเคลื่อนนี้เป็นการผสมผสานระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบพาร์ทไทม์และฟูลไทม์เข้าไว้ด้วยกัน ควบคุมการปรับโหมดด้วยระบบไฟฟ้า โดยเลือกปรับได้ระหว่าง 2H ขับเคลื่อน 2 ล้อปกติ, 4H ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full-Time All Wheel Control เหมาะสำหรับพื้นเปียกลื่น ช่วยเพิ่มการยึดเกาะให้ดีขึ้น, 4HLc ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตราทดความเร็วสูง เหมาะสำหรับขับทางราบที่พื้นผิวไม่เรียบ ทางลูกรัง และ 4LLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วต่ำ เหมาะสำหรับปีนป่ายอุปสรรค เนินชัน หรือก้อนหิน

            โหมด 2H คือโหมดมาตรฐานของรถ การขับขี่ทั่วไปใช้โหมดนี้ก็เพียงพอแล้ว ลองปรับมาเป็น 4H รู้สึกว่ารถจะหนึบขึ้น มั่นใจมากขึ้นในทางเปียก ส่วน 4HLc และ 4LLc เราไม่ได้ลองเพราะเคยขับมาแล้วและมันก็ยอดเยี่ยม สามารถตะกุยผ่านอุปสรรคไปได้หมดทั้งหิน ดิน โคลน ทราย เราคิดว่าระบบ Super Select 4WD II สามารถสู้กับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อของ Ford Ranger Raptor ได้อย่างสูสีเลย

            การเดินทางไกลหรือท่องเที่ยวพร้อมกับ Triton เป็นอะไรที่เหมาะมาก ความสามารถของกระบะพันธุ์แกร่งคันนี้จะพาคุณไปได้ในทุกๆ ที่ของเมืองไทย และจะไม่ทำให้คุณผิดหวังไม่ว่าหนทางข้างจะมีอุปสรรคอย่างไร

ความสะดวกสบายและความปลอดภัย

            ความจริงแล้วภายในของ Triton ใหม่ ไม่ได้มีจุดแตกต่างจากรุ่นก่อนหน้ามากนัก ห้องโดยสารกว้างขวางนั่งได้สูงสุด 5 คน พื้นที่เบาะหน้าและหลังกว้างขวาง ขึ้น-ลงรถสะดวก จุดเด่นที่เหนือกว่าคู่แข่งอื่นๆ ในตลาดคือมีช่องแอร์ตอนหลังให้เย็นสบายอย่างทั่วถึงทั้งห้องโดยสาร

            สิ่งอำนวยความสะดวกก็มีครบตามสมัยนิยม อาทิ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัส, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น, ครูสคอนโทรล, หน้าปัดแบบเข็มพร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบสี, ช่องวางแก้วน้ำ, ช่องชาร์จไฟ 12V, ช่อง USB ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง    

            สิ่งที่น่าประทับใจคือระบบความปลอดภัยที่ให้มาเกือบเท่า Pajero Sport อาทิ ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง, ระบบเตือนขณะถอยหลังออกจากช่องจอด, ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ, ระบบเตือนมุมอับสายตาพร้อมระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน, ระบบปรับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติ เป็นต้น

สรุปความน่าใช้

            Mitsubishi Triton ใหม่ พิสูจน์แล้วเราเห็นแล้วว่ามันยอดเยี่ยมทั้งออนโรดและออฟโรด กระบะพันธุ์แกร่งคันนี้ขับดีในเส้นทางทุกรูปแบบ เป็นรถที่ขับสบายในเมือง นอกเมืองก็เป็นรถที่ไว้ใจได้ เครื่องยนต์ดีมีพละกำลังเหลือๆ การบังคับควบคุมดี ช่วงล่างดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า รถคันนี้สามารถพาผู้เป็นเจ้าของไปได้ทุกที่โดยไม่สร้างความกังวลให้เลยแม้แต่น้อย

            รูปลักษณ์ภายนอกใหม่หมดที่แทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมคือการเปลี่ยนแปลงที่ยอดเยี่ยม ดูทันสมัย แข็งแกร่ง และดุดันขึ้น นี่จะเป็นอีกจุดที่น่าจะถูกอกถูกใจผู้ซื้อจำนวนมาก ถ้าคุณต้องการกระบะฟังก์ชั่นครบๆ ราคาสมเหตุสมผล หน้าตาหล่อเหลา ปัญหารบกวนไม่ค่อยมี Mitsubishi Triton นี่แหละที่คือคำตอบ

Gallery

Video Review

Related Gallery


การให้คะแนน

Driving
80%
Engine & Trans
80%
Fuel Consumption
85%
Practicality
90%
Price and Features
95%
Design
85%
Saftey
90%
Summary

Mitsubishi Triton เป็นกระบะที่รวยล้นออปชั่น ระบบความปลอดภัยต่างๆ มีเกือบเท่า Pajero Sport มาพร้อมโหมดขับขี่ออฟโรดที่ยอดเยี่ยม การขับขี่ทั่วไปก็ดีงามสมราคา

Top