For a better experience please change your browser to CHROME, FIREFOX, OPERA or Internet Explorer.

Honda City e:HEV 4 ประตูฆ่าไม่ตาย ไม่กระหายน้ำมัน

4 / 5

Overview Of Car

ทางเลือกใหม่เอาใจสายประหยัดน้ำมันจาก Honda City e:HEV เบาะรองรับสรีระโอบอุ้มผู้โดยสารและผู้ขับขี่ได้ดีขึ้น การขับขี่และช่วงล่างค่อนข้างดีคุ้มค่ากับราคา 839,000 บาท

Body Style:Sedan
Description:รถเก๋ง 4 ประตู
Engine:เบนซิน 1.5 ลิตร แบบ Atkinson Cycle
Fuel Consumption:21.7 กิโลเมตรต่อลิตร
Fuel Type:เบนซิน
Make:Honda
Max Power:109 แรงม้า ที่ 3,500 – 8,000 รอบต่อนาที
Max Torque:253 นิวตันเมตร
Model:Honda City e:HEV
Price Guide:839,000 บาท
Release Date:21 ธันวาคม 2020
0-100 km/h:9.9 วินาที
Transmission:อัตโนมัติ E-CVT
Like

จุดเด่น

  • ประหยัดน้ำมัน
  • คันเร่งตอบสนอง
  • ช่วงล่างเกาะถนนดีเยี่ยม
  • หน้าปัดแสดงข้อมูลขับขี่ไม่ล้าสมัยมากเกินไป
  • เบรกมือเป็นแบบระบบไฟฟ้าพร้อม Brake Hold

 

Dislike

จุดด้อย

  • ภายนอกไม่ดึงดูด
  • ภายในก็ยังคงรูปแบบเดิม ๆ
  • รูปร่างทรวดทรงยังไม่ปราดเปรียวพอ

 

 

 

แก๊งซิตี้ คาร์ ธงขาวพร้อมกลับมาเฉิดฉายอีกครั้ง ด้วยความแรงที่สวนทางกับการซดน้ำมันเหยียบคล่องสนองไวพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวผสานการทำงานกับเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร ออปชั่นเต็มแม็กซ์ลูกเล่นเพียบแถมลดมลพิษทางอากาศอีก

            แม้จะมีหน้าตารูปทรงแบบเดิมจาก ซิตี้ 1.0 เทอร์โบ แต่ภายใน ช่วงล่าง มาเต็มกว่ารุ่นก่อน ๆ แน่นอน โดดเด่นด้านประหยัดเชื้อเพลิงเพราะถูกพัฒนาต่อยอดภายใต้แนวคิด “Ambitious Sedan” รุกตลาดเก๋ง 4 ประตู เปิดตัวรุ่นไฮบริดในคราบเดิมเดินเครื่องด้วยขุมพลังแบบ Fully Hybrid ลองนึกภาพตาม ๆ กันถ้ายังคิดไม่ออกให้คิดถึง Honda Accord Hybrid ขนาดจิ๋วที่ใช้งานคล่องตัวมากขึ้นแต่อาจจะอุปกรณ์ไม่ครบครันเท่านั้นเอง

            ถึงใครจะมองว่า Honda City Hatchback ที่ถูกเปิดตัวมาพร้อมกับ Honda City e:HEV นั้นน่าสนใจกว่าอาจจะเป็นเพราะด้วยตัวถังหรือสีฮิตติดเทรนด์แต่สำหรับ e:HEV นั้นกลับขึ้นแท่นรับรางวัลไปอย่างใส ๆ ได้เลยด้วยออปชั่น ภายในที่ติดตั้งเทคโนโลยีใหม่กว่าและการตอบสนองที่ค่อนข้างกินขาดแต่ที่แน่ ๆ ล่ะ ก็เรื่องประหยัดน้ำมันนำจ่าฝูงมาเลยแม้แต่พื้นที่ด้านหลังที่ไม่ต้องพับเบาะก็ใส่ของได้แบบเหลือเฟือ

            ถามว่าเราตัดสินจากอะไร ก็เพราะทางทีม What Car Thailand นั้นได้ถูกเชิญให้เข้าร่วมทริปทดสอบรถยนต์ทั้ง 2 รุ่นที่ถูกเปิดตัวมาพร้อมกันอย่าง Honda City Hatchback และ Honda City e:HEV ด้วยระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร จากกรุงเทพมหานครมุ่งหน้าสู่เส้นทางเขาใหญ่ด้วยความที่มันเป็นถนนแบบลูกเล่นเยอะเกินไปไม่ว่าจะโค้งเอย เนินหลังเต่าเอย หรือหลุมเล็กน้อยระหว่างทางบ้างซึ่งมันก็สามารถไขข้อสงสัยเกี่ยวกับความเจ๋งของเก๋ง 4 ประตูคันนี้ได้ดีเหมือนกัน

สมรรถนะ

            ขุมพลังของ Honda City e:HEV จะเป็นระบบเคลื่อนแบบ Full Hybrid การทำงานจะลักษณะคล้ายกับ Honda Accord  i-MMD พี่น้องร่วมตระกูลกันนั่นแหละ แต่มันจะต่างตรงที่ขนาดความจุเครื่องยนต์ที่เล็กกว่าอย่างเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตรแบบ Atkinson Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ สามารถให้กำลังได้ 98 แรงม้า ที่ 5,600 – 6,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 127 นิวตันเมตร ที่ 4,500 – 5,000 รอบ/นาที ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวที่มีแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ความจุ 1 kWh 4 โมดูล 48 เซลล์ เป็นตัวชาร์จส่งกำลังอีกที

            ซึ่งการทำงานของมอเตอร์ 2 ตัวนั้น เขาจะแยกหน้าที่กันโดยตัวที่หนึ่งจะขับเคลื่อนหรือปั่นไฟเวลาเบรก ส่วนอีกตัวจะรับบทปั่นไฟหรือ Generator เพียงอย่างเดียว มันคือการทำงานแบบไฮบริดแบบซีรีส์ นั่นเองเมื่อเครื่องยนต์และระบบการทำงานแบบมอเตอร์ไฟฟ้ารวมพลังกันแล้วสามารถให้กำลังได้สูงถึง 109 แรงม้า ที่ 3,500 – 8,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 253 นิวตันเมตร ที่ 0-3,000 รอบต่อนาที การปล่อยอัตราก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 85 กรัมต่อกิโลเมตร

            ทุกอย่างถูกส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ e-CVT และหนึ่งความประทับใจคือ Honda City e:HEV ทำการติดตั้งก้าน Paddle Shift ไว้ที่หลังพวงมาลัยไม่ใช่เพื่อไว้เร่งหรือลดความเร็วผ่านเกียร์แต่เป็นการอำนวยความสะดวกเพิ่มความเข้าใจง่ายให้กับผู้ขับที่เคยใช้เบนซิน ดีเซล มาก่อน เราจะเรียนให้คุณผู้อ่านทราบแบบนี้ว่า หากใช้ด้านที่มีสัญลักษณ์ “ – “ นั้นมันรีบทำการหน่วงมอเตอร์ไฟฟ้ามีลักษณะคล้ายกับการที่เราใช้ลดเกียร์ให้ต่ำลงนั่นเองแต่หากคุณใช้ด้าน “ + “ มันจะส่งกำลังให้รถไหลไปได้และสามารถปรับได้ถึง 3 โหมด

การขับขี่

            เชื่อว่าหลายคนยังติดภาพที่ว่า หากเป็นอะไรที่เกี่ยวกับการใช้พลังงานไฟฟ้ามันจะแสดงอาการหนืดหนาดยืดยาดแต่จริง ๆ แล้วกับตัว Honda City e:HEV นี่สามารถลบคำสบประมาทเหล่านั้นไปได้เลยนะ แค่ใส่เกียร์ D กดคันเร่งเพื่อสู้รับกับถนนแล้วถือว่าตอบสนองได้ดีพอสมควรแอบมีช้าบ้างเล็กน้อยแต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้คือ การรวบรวมกำลังทุกอย่างพร้อมเสริฟรอเราหมดแล้วเหมือนมีแรงดึงอะไรสักอย่างมาช่วยในการดีดตัวพุ่งทะยานออกไปในส่วนนี้เอาเรื่องอยู่พอตัวเลยนะ

            อัตราเร่งของ Honda City e:HEV นั้นขึ้นอยู่กับกำลังของแบตเตอรี่แทบทุกอย่าง เราจะไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าอัตราเร่งมันขึ้นมากน้อยแค่ไหนด้วยเหตุผลมันมีปริมาณไฟในแบตเตอรี่เป็นตัวบงการแต่ยังดีตรงที่ว่าเราใส่กำลังเต็มที่ไปแค่ไหนตัวรถก็ส่งกำลังกลับมาให้เราเท่านั้นเหมือนกันไม่ตุ๋นหลอกให้เราเหยียบฟรีแน่นอน

            ที่ว่าช่วงล่างเฟิร์มนั้นจริงไหม ? เฟิร์มไม่เฟิร์มเราก็ตัดสินจากความเร็วที่เราทำได้ในขณะนั้นเกือบ ๆ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผลตอบรับคือ ว้าวเฉียบอย่างเดียว e:HEV นี่เขาใส่ใจจริง ๆ ดูแลกันดีตัวไม่โยกไม่โยนไม่ลอยสไลด์ตามถนนสวย ๆ ช่วงล่างเป็นมิตรกับถนนได้ดีจริงกระชับติดหนึบไม่น้อยหน้ารุ่นพี่อย่าง Honda Civic แม้แต่นิดเดียวเราพยายามกำลังมองหาข้อเสียอยู่แต่มันก็ยังนึกไม่ออกนะรู้แค่ว่าเมื่อเจอคอสะพานมันจะมีแบบอิ๊อ๊ะบ้างเล็กน้อยถือว่าดูซับแรงสะเทือนได้เพอร์เฟคบวกกับช่วงล่างของด้านหลังที่ทางวิศวกรได้ลงมือปรับจูนมาบ้างมันไม่เลยนิ่งแน่นพอตัว

            อีกหนึ่งสิ่งที่เราจะไกด์ไลน์ให้ก็คือ เรื่องหลังการสตาร์ทรถมันมีความเซอร์ไพรส์อยู่อย่างนึงทุกอย่างทำงานหมดยกเว้นเครื่องยนต์ด้วยความที่ว่า หากไฟในแบตเตอรี่มีไม่เพียงพอเครื่องยนต์จะยังไม่ติดส่วนที่ส่งกำลังให้รถออกตัวได้นั้นคือมอเตอร์ไฟฟ้าเมื่อกดไปจนถึงกำลังแรงเริ่มสูงแล้วเครื่องยนต์จะเป็นเหมือนพระรองเข้ามาช่วยรับช่วงต่อในระยะยาวหรือสั้นก็ต้องสังเกตุเอาที่หน้าจอแสงผลกันไปแต่ที่กล่าวมานี้ระบบจะไม่ปล่อยให้ใช้งานจนไฟในแบตเตอรี่หมดและจะไม่ชาร์จจนเต็มเพื่อช่วยให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานที่ยาวนานโดยมีการปั่นกระแสไฟกลับไปที่แบตเตอรี่ 40-80% หรือการจอดรถแช่ทิ้งไว้ยังไงระบบก็ยังไม่ยอมให้แบตเตอรี่เหลือน้อยกว่า 20% แน่นอน ถือว่าช่วยผู้ใช้งานได้ค่อนข้างมากบางทีอาจจะไม่ต้องทำการเปลี่ยนแบตเตอรี่ไปจนตลอดการใช้งานเลยก็ได้

            พูดถึงการทำงานของช่วงล่างไปเยอะแล้วตอนนี้เรามาโฟกัสกันที่ความประหยัดกันดีกว่า จัดการกดด้วยความเร็วเท่าที่จะทำได้พร้อมเหล่มองหน้าจอมันได้สร้างความประทับใจให้เราแล้วอยู่ที่ 21.7 กิโลเมตรต่อลิตร ถือว่าทำได้ไม่ขี้เหร่ไม่จกตาผู้บริโภคอยู่เหมือนกัน

ดีไซน์ภายนอก

           สำหรับดีไซน์การออกแบบภายนอกยังไม่หวือหวาและดึงดูดสายตามากเท่าไหร่นักเพราะ Honda City e:HEV ยังไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงเส้นสายทรวดทรงต่าง ๆ แอบเสียดายรูปลักษณ์หน้าตาไปนิดนึง

            มาที่กระจังหน้าแบบ Gloss Black พร้อมโลโก้ฮอนด้าสีฟ้าแบบใหม่ กระจกมองข้างสีดำปรับพับเก็บเป็นระบบไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยวในตัว ติดสปอยเลอร์หลังแบบ Gloss Black เช่นกัน สัญลักษณ์ RS ที่พลาดไม่ได้ถูกติดตั้งทั้งกระจังหน้าและกระโปรงหลัง เสาอากาศแบบ Shark Fin เพิ่มความสปอร์ตด้วยล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ไฟทุกจุดยกชุดเป็น LED และมี Daylight ไฟส่องในเวลากลางวันมาให้เช่นกัน

เพลิดเพลินต่อการขับขี่

            หน้าตาภายในเช่นเดิมซึ่งมันก็ยังคงคอนเซปต์เดิม ๆ เหมือนกับที่เคยเห็นกันในรุ่น RS Sedan มาก่อนนั่นแหละ ด้วยภายใต้แนวคิด “Ambitious Beauty” คุมโทนดำเช่นเดียวกับตัวแฮทช์แบ็กกลับมาเน้นพัฒนาพื้นที่ให้มีความสะดวกและอเนกประสงค์ขึ้นแทน

            ด้วยความที่ City รุ่นเดิมต้องการผลิตออกมาเพื่อตอบโจทย์คนทุกรุ่นทุกวัยอยู่แล้วลูกเล่นหรือเส้นสายภายในต่าง ๆ มันยังไม่เยอะเท่าที่ควรคิดว่าติดลบส่วนนี้อยู่เท่าที่ควรด้วยหน้าตาของมันที่ดูธรรมดาแต่เน้นใช้งานง่ายมากกว่า เริ่มที่คอนโซลหน้าตกแต่งแบบ Piano Black บริเวณระหว่างเบาะผู้ขับขี่กับด้านข้างมาพร้อมที่พักแขนขนาดใหญ่บวกกับตัว e:HEV นั้นทำการเปลี่ยนเบรกมือจากแบบคันโยกมาเป็นเบรกมือระบบไฟฟ้าแทนพร้อมด้วยระบบ Brake Hold ที่มันจะหยุดรถให้เราอัตโนมัติใช้ได้สะดวกก็ตอนติดไฟแดงอะไรงี้ก็ว่าไป ควบคุมการออกตัวรถด้วยการแตะคันเร่งเท่านั้นเองสะดวกกว่าการสับเกียร์ N หรือ D ไปมา ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมช่องปรับอากาศตอนหลังและช่องจ่ายไฟสำรอง 2 ช่อง

            ด้านระบบอินโฟเทนเมนต์หรือสาระบันเทิงนั้น Honda ทำการติดตั้งหน้าจอกลางระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว เหมือนกับตัวแฮทช์แบ็ก ลำโพง 8 ตัว และสามารถรองรับ Apple CarPlay หรือ Android Auto ได้เหมือนกัน

            จอแสดงข้อมูลหรือมาตรวัดการขับขี่แบบ TFT ชนาด 7 นิ้ว ส่วนนี้ก็ยังมีความทันสมัยกว่าตัวแฮทช์แบ็กตระกูลเดียวกันอยู่บ้าง ถัดมาหน่อยเป็นพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นที่มีการควบคุมทิศทางขนาดและน้ำหนักกำลังพอรับกับมือเราและปุ่มควบคุมต่าง ๆ อย่างเครื่องเสียงและการรับ-วางสายโทรศัพท์ แถมมีระบบชะลอความเร็วติดตั้งมาแล้วที่พวงมาลัย

            สำหรับเรื่องของที่นั่ง Honda City e:HEV ถูกใส่ใจด้านการออกแบบมาอย่างดีเพื่อรองรับสรีระผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ซึ่งเบาะนั่งด้านในเป็นหนังเทียมสลับกับ Suede เดินด้ายสีแดง เบาะนั่งคู่หน้าเป็นแบบเว้าโอบเรามากขึ้นและยังเพิ่มพื้นที่ให้ผู้โดยสารด้านหลังเช่นเดียวกัน สัมผัสถือว่านุ่มและสบายมากขึ้นกว่าเดิมนิดนึง

            และไม่ลืมที่จะใส่ Honda CONNECT มาให้ซึ่งส่วนหลังที่กล่าวถึง Honda CONNECT มันสามารถเช็คประวัติเตือนให้เราเข้ารับบริการที่ศูนย์ (MY SERVICE), เช็กความพร้อม ก่อนเดินทาง (CAR STATUS) ที่สามารถบอกสถานะต่าง ๆ ของรถยนต์อย่างเช่น ระบบไฟฟ้า ระบบเบรก ให้ผู้ใช้งานรับรู้ถึงรายละเอียดความผิดปกติ และหากพบความผิดปกติ แถบสถานะรถยนต์จะเปลี่ยนเป็นสีส้ม, จอดที่ไหน ก็หาเจอ (FIND MY CAR) การจะทำงานจะคล้ายกับ Find my phone , การควบคุมความเร็วผ่านแอปพลิเคชั่น (GEO FENCE & SPEED ALERT) แจ้งเตือน เมื่อเข้าและออกนอกพื้นที่หรือขับเร็ว , สั่งการระยะไกล (REMOTE VEHICLE CONTROL) ไม่ว่าจะเป็นล็อก และปลดล็อกประตู รวมถึงฝากระโปรงหน้า และฝากระโปรงท้าย สตาร์ท-ดับเครื่องยนต์พร้อมตั้งค่าอุณหภูมิของระบบปรับอากาศ เปิดสัญญาณไฟหน้า และไฟท้าย สำหรับ The City Turbo รุ่น S จะไม่สามารถตั้งค่าอุณหภูมิของระบบปรับอากาศด้วยแอปพลิเคชันได้ , เมื่อถุงลมนิรภัยหรือระบบความปลอดภัยเริ่มทำงาน (AIRBAG DEPLOYMENT ) TCU จะส่งข้อมูลไปยังศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า หรือ Honda Call Center เพื่อทำการประสานงานให้ความช่วยเหลือ และสุดท้าย WIFI ที่สามารถแชร์ได้ถึง 5 เครื่อง

สรุปความน่าใช้

                ด้วยความที่ Honda City e:HEV นั้นดูสุขุมกว่าตัวแฮทช์แบ็กอยู่พอสมควรมันเหมาะกับทุกวัยไปหมด ใครที่ไม่ได้ชอบความเร็วขนาดนั้นมันพอจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับการซื้อรถสักคัน เรื่องประหยัดน้ำมันก็ทำออกมาค่อนข้างประทับใจแต่ก็จะมีจิ๊จ๊ะบ้างตรงที่ดีไซน์หลาย ๆ อย่างยังไม่ซื้อใจเรามากพอถึงจะบอกว่าทำออกมาภายใต้ชื่อ Honda City แต่ถ้ามีอะไรที่พิเศษขึ้นอีกหน่อยมันจะดีพอไปได้สวย เพราะช่วงล่างและระบบการขับเคลื่อนต่าง ๆ ซิตี้ ตัวนี้ถูกปรับจูนมาเป็นอย่างดีแล้ว ผนวกกับออปชั่นต่าง ๆ ภายในรถ ระบบความปลอดภัยที่ค่อนข้างให้มาอย่างครบครันอย่าง Honda CONNECT ที่คุณสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้เลย

                แล้วถ้าเราหยิบยกคู่ซี้ตีแข่งอย่าง Mazda 2 1.5D Sedan เข้ามาเปรียบกัน แน่นอนว่าหน้าตาชนะเลิศปราดเปรียวดูคล่องตัวแต่มาสด้าก็ยังให้เรื่องอัตราการสิ้นเปลืองหรืออัตราเร่งได้เท่าน้องใหม่อย่าง Honda City e:HEV อยู่ดี เอาใจช่วยสำหรับคนที่กำลังติดสินใจซื้อรถสักคันอยู่ในราคาที่มันไม่เจ็บจนเกินไป

มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่

สีน้ำเงินออบซิเดียน (มุก)

สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก)

สีขาวแพลทินัม (มุก)

สีดำคริสตัล (มุก)

สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก)

สีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก)

Related Gallery


80

Driving
80%
Engine & Trans
85%
Fuel Consumption
85%
Practicality
80%
Price and Features
70%
Design
65%
Saftey
80%
Summary

การตอบสนอง ช่วงล่าง เครื่องยนต์ ถูกปรับจูนปรับแต่งมาดีจริงระบบความปลอดภัยเทคโนโลยีค่อนข้างมีครบแต่แอบมาตกม้าตายเรื่องของดีไซน์เท่านั้นเอง

Top