For a better experience please change your browser to CHROME, FIREFOX, OPERA or Internet Explorer.
[First Drive] Mercedes-Benz E 300 e Exclusive พี่ใหญ่ปลั๊กอินไฮบริด ขับดี หรูหรา พร้อมความสะดวกสบายเต็มพิกัด

[First Drive] Mercedes-Benz E 300 e Exclusive พี่ใหญ่ปลั๊กอินไฮบริด ขับดี หรูหรา พร้อมความสะดวกสบายเต็มพิกัด

          E-Class เจเนอเรชั่นปัจจุบันมีอายุประมาณ 3 ปีกว่าๆ ถือว่าอยู่ในช่วงกลางของอายุโมเดล ในต่างประเทศ E-Class มีการปรับโฉม facelift ไปแล้ว ซึ่งมาพร้อมกับรูปลักษณ์ที่ทันสมัยและน่าจะเป็น Design language แบบใหม่ดีค่ายดาวสามแฉกจะใช้ในรถรุ่นต่อๆ ไปในอนาคต สำหรับประเทศไทย E-Class มีวางจำหน่ายทั้งหมด 4 รุ่น เป็นเครื่องยนต์ดีเซล 1 รุ่น รหัส E 220 d และ เบนซินปลั๊กอินไฮบริด รหัส E 300 e อีก 3 รุ่น แยกเป็น 3 ระดับตกแต่ง Avantgarde, Exclusive และ AMG Dynamic ที่สำคัญ E-Class ที่วางขายในปัจจุบันเป็นรุ่นประกอบในประเทศทั้งหมด ทำให้ทำราคาได้ถูกและมาพร้อมกับออปชั่นที่ครบครัน

            พื้นฐานของ E-Class เป็นรถยนต์นั่งในพิกัด Executive Car มันจึงมาพร้อมกับความหรูหรา พื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวาง สิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน และอุปกรณ์ความปลอดภัยที่ครอบคลุม เช่นเดียวกับ E 300 e Exclusive ที่เราได้นำมาลองขับในวันนี้ นี่คือรถหรูที่มอบความสุขสบายได้ตลอดเวลาพร้อมกับนิสัยใจคอที่สุภาพเรียบร้อยแต่ยังดุดันได้เมื่อต้องการ

            ใต้ฝากระโปรงของ E 300 e Exclusive เป็นเครื่องยนต์ลูกผสม เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร เทอร์โบ 211 แรงม้า แรงบิด 350 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 122 แรงม้า แรงบิด 440 นิวตันเมตร รวมกำลังทั้งระบบได้ 320 แรงม้า พร้อมกับแรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด 9G-Tronic ขับเคลื่อนล้อหลัง ดูจากสเปกนี่คือเครื่องยนต์และเกียร์ชุดเดียวกับ C 300 e รุ่นน้องซึ่งมอบความเร้าใจได้เป็นอย่างดี แล้วเมื่อมาอยู่ในบอดี้ที่ใหญ่ขึ้น น้ำหนักมากขึ้นล่ะ จะเป็นอย่างไร?

สมรรถนะที่น่าประทับใจ

            เมื่อเริ่มกดปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ตอนที่แบตเตอรี่เต็ม คุณจะพบกับความเงียบแต่ระบบทุกอย่างพร้อมใช้งานแล้ว โหมดขับขี่เริ่มต้นคือ Hybrid ซึ่งถ้ามีไฟฟ้าในแบตเตอรี่มากพอรถก็จะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์อย่างนุ่มนวลและเงียบสนิทโดยไม่ปล่อยมลพิษแม้แต่มิลลิกรัมเดียว

            E 300 e มีโหมดขับขี่ให้เลือกหลากหลายตามความประสงค์ของผู้ขับ จากการขับขี่ของเราพบว่าโหมดขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนสามารถวิ่งได้ไกลสุดเกือบๆ 60 กม. หมายความว่าถ้าในแต่ละวันคุณขับระยะทางใกล้ๆ ก็แทบไม่ต้องเข้าปั้มเลย นอกจากนี้ยังสามารถเลือกการชาร์จและการกักเก็บพลังงานได้ว่าจะให้สลับการทำงานระหว่างมอเตอร์กับเครื่องยนต์ หรือให้เครื่องยนต์ทำงานเพียงอย่างเดียวโดยทำหน้าที่ทั้งขับเคลื่อนล้อและชาร์จไฟ (โหมดนี้กินน้ำมันที่สุด)

            ในด้านสมรรถนะต้องบอกว่าพละกำลัง 320 แรงม้า แรงบิด 700 นิวตันเมตร กับรถใหญ่ขนาดนี้เป็นส่วนผสมที่เหมาะกำลังดี E 300 e วิ่งได้อย่างสุขุมนุ่มนวลในยามปกติ เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าสลับการทำงานโดยแทบไม่รู้สึก แต่ถ้าโดนท้าทายก็สามารถตอบสนองได้อย่างทันควัน อัตราเร่งมาอย่างไวเมื่อกระทืบคันเร่งคิ๊กดาวน์พร้อมกับแรงดึงให้หลังติดเบาะ รถพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วไม่ต่างจากรถสปอร์ตที่มีความคล่องตัวสูง

            ก้านคันเกียร์ที่คอพวงมาลัยอาจไม่ถูกใจวัยรุ่นแต่ก็มีแป้นแพดเดิลชิฟท์มาให้ซึ่งมันตอบสนองได้ไวไม่มีดีเลย์ ตบเกียร์ขึ้น-ลงได้อย่างเมามันส์ทันใจ การทำงานของเกียร์ 9 สปีด ไหลลื่นไร้ซึ่งอาการสะดุดใดๆ อัตราทดเกียร์ในแต่ละจังหวะชิดกันเพื่อมอบความนุ่มนวลสูงสุด แต่ถ้าปรับเป็นโหมด SPORT ก็ให้อารมณ์เรซซิ่งได้ดีพอควร เกียร์ลากรอบยาวขึ้น คันเร่งไวขึ้น นิสัยของรถโดยรวมกระฉับกระเฉงขึ้นพร้อมพุ่งไปข้างหน้าตลอดเวลา

            เราไม่ได้จับเวลาอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. แต่ก็รู้สึกได้ว่ามันเร็วมาก การตอบสนอง การเร่งแซง ทุกอย่างไม่มีความอืดอาดแต่อย่างใด โดยรวมแล้ว E 300 e เป็นหรูที่ไปได้เร็วและมอบความบันเทิงได้ในระดับที่ผู้ใหญ่ก็ชอบ วัยรุ่นก็ไม่แหยง

มั่นใจทุกการควบคุม

            E 300 e Exclusive เป็นรถที่ให้ความมั่นใจได้ดีมากไม่ว่าจะขับในสภาวะแบบใด ช่วงล่างที่ปรับเซ็ตมาเอาใจผู้ใหญ่มอบความนุ่มนวลทุกการเคลื่อนผ่านอุปสรรคบนท้องถนนไม่ว่าจะเป็นรอยปะ รอยต่อ ฝาท่อ หลุมบ่อต่างๆ มันดูดซับแรงสะเทือนได้อยู่หมัดโดยที่ตัวรถไม่สั่นไม่โคลงเคลงให้รู้สึกกวนใจ จังหวะกระโดดคอสะพานก็ไม่กระเด้งมากนัก รถยุบและคืนตัวได้ไว โดยรวมแล้วแม้ว่าจะไม่ใช่ช่วงล่างถุงลมแต่ก็ให้ความรู้สึกใกล้เคียง

            ที่ความเร็วสูงบนทางตรง E 300 e Exclusive ทั้งนิ่ง ทั้งหนึบ เกาะถนนดีมาก ไร้ซึ่งการส่ายและการโคลง เมื่อเจอโค้งก็มอบความมั่นใจดั่งรถสปอร์ตสมรรถนะสูง รถจิกเข้าโค้งได้แน่น การทรงตัวดี อาการโยนของตัวถัง หน้าดื้อ ท้ายออก แทบจะไม่มี โดยรวมแล้วมันให้ความมั่นใจได้ดีมากบนพื้นฐานของความนุ่มสบายและเป็นมิตรกับผู้ขับทุกเพศทุกวัย

            ระบบบังคับเลี้ยวถูกปรับเซ็ตมาดีเช่นกัน ที่ความเร็วต่ำพวงมาลัยเบามาก หมุนควงได้ง่ายโดนไม่ต้องออกแรงมาก และด้วยระยะฟรีที่เหมาะสมทำให้หน้ารถตอบสนองต่อการหักเลี้ยวได้ไวไม่ต่างจากพวกรถเล็ก พวงมาลัยจะเพิ่มความหนืดเมื่อวิ่งความเร็วสูงขึ้น ช่วยเพิ่มความมั่นใจได้มากขึ้น และยังตอบสนองได้ไวบนพื้นฐานความนุ่มนวล

            ด้านการตอบสนองของแป้นเบรกยืนพื้นบนความนุ่ม เมื่อเหยียบแป้นจะมีระยะฟรีนิดหน่อยก่อนจะเริ่มหน่วงความเร็ว เป็นแป้นที่ควบคุมได้ง่ายโดยไม่ต้องทำความเคยชินมากนัก ส่วนประสิทธิภาพการเบรกหมดกังวลไปได้เลยเพราะใส่หนักมาก็ยังเอาอยู่  เบรกหนักไม่เสียการควบคุม

ขับขี่สบายด้วยระบบช่วยเหลือสุดล้ำ

            E 300 e Exclusive ป้องกันเสียงรบกวนได้น่าประทับใจมาก เราขับ 120 กม./ชม. แต่เสียงลมตามขอบกระจกหน้าต่างยังแทบไม่ได้ยิน เสียงยางบดถนนก็ไม่ดังหนวกหูเช่นกัน เสียงเครื่องยนต์ถ้าเป็นรอบเดินเบาจะค่อนข้างเงียบ ถ้าเครื่องยนต์ติดในระหว่างขับขี่จะได้ยินเสียงเบาๆ พอเร่งเกิน 3000 รอบต่อนาที จะได้ยินชัดเจนมากขึ้น ขณะที่เสียงช่วงล่างเวลาตกหลุมหรือวิ่งผ่านอุปสรรคก็ฟังดูแน่น

            ระบบช่วยขับขี่จำนวนมากถูกติดตั้งมาเป็นมาตรฐานใน E 300 e Exclusive เราได้ลองใช้ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า Distance Pilot DISTRONIC พบว่ามันทำงานได้ดีมาก เบรกและเร่งตามรถคันข้างหน้าได้นุ่มนวล เมื่อใช้งานร่วมกับ Cruise control จะช่วยผ่อนคลายได้ดีเมื่อต้องขับขี่รถทางไกลหรือบนมอเตอร์เวย์ นอกจากนี้ยังมีระบบเตือนมุมอับสายตา Blind Spot Assist คอยช่วยเพิ่มความปลอดภัยขณะเปลี่ยนเลน มีกล้องมองภาพรอบทิศทาง ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ Active Parking Assist และเซ็นเซอร์กะระยะ Parktronic ทำให้การจอดรถเป็นเรื่องง่ายทั้งซองลึกและซองข้าง

            ในด้านความประหยัด การเป็นรถเสียบปลั๊กได้เปรียบกว่ารถน้ำมันปกติอยู่แล้ว และ E 300 e Exclusive ก็มีอัตราสิ้นเปลืองที่น่าพอใจ ตลอดการขับทดสอบเราเหยียบเต็มที่เพื่อดูสมรรถนะของรถและไม่ได้ขับแบบเน้นประหยัดเลย เครื่องยนต์มีการสลับการทำงานกับมอเตอร์อยู่บ่อยๆ ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองแบบไม่เป็นทางการของเราแปลงค่าคำนวณออกมาแล้วอยู่ที่ราว 13 – 14 กม./ลิตร ตัวเลขนี้ชี้วัดอะไรได้ไม่มากเพราะความประหยัดไม่ประหยัดของรถนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะการขับขี่เป็นหลัก ถ้าคุณเท้าไม่หนัก เน้นขับสบายๆ ไปเรื่อย ตัวเลขจะสูงกว่านี้มาก

ภายในสุดอลังการ

            เมื่อเป็นรถหรู Executive car การตกแต่งภายในจึงต้องถ่ายทอดความพรีเมียมหรูหราออกมาให้มากที่สุด และ Mercedes-Benz เองก็เชี่ยวชาญเรื่องนี้ ภายในของ E 300 e Exclusive ที่เราลองขับมาในโทนสีน้ำตาล Hazelnut Brown – Espresso มีการตกแต่งด้วยลายไม้ที่แดชบอร์ด คอนโซลกลาง แผงประตู พร้อมด้วยหนังบุนุ่มทั่วทั้งห้องโดยสาร บรรยากาศโดยรวมให้ความพรีเมียมหรูหราพร้อมกับคุณภาพงานประกอบที่เนี๊ยบทุกรายละเอียด ปุ่มกดต่างๆ ดูแน่นหนาแข็งแรง แต่ยังใช้พลาสติกแข็งเป็นส่วนประกอบในบ้างบางส่วนในจุดที่ไม่สำคัญ

            เมื่อเข้ามานั่งตำแหน่งคนขับคุณจะพบกับความโปร่งสบายและพื้นที่ว่างจำนวนมาก ทัศนวิสัยรอบคันดีงามทุกทิศทาง เสา A-pillar ไม่บังการมองตรงมุมรถมากเกินไป เบาะนั่งปรับไฟฟ้าเต็มรูปแบบพร้อมตัวปรับดันหลังและฟังก์ชั่นจดจำตำแหน่ง ตัวเบาะนุ่ม นั่งสบาย โอบกระชับลำตัวได้ดี พวงมาลัยปรับไฟฟ้าได้ 4 ทิศทาง ขึ้น-ลง-เข้า-ออก การเข้า-ออกรถทำได้อย่างสะดวก คนตัวสูง 180 ซม. เมื่อนั่งเบาะขับแล้วยังเหลือพื้นที่ช่วงศีรษะอีกมาก

            เบาะหลังมีพื้นที่กว้างมาก คนสูง 180 ซม. มานั่งยังมีพื้นที่เหลืออีกเพียบ พนักพิงเบาะเอนกำลังดี นั่งนานๆ สบายแน่นอน เบาะหลังตัวกลางดึงลงมาเป็นที่วางแขนได้ มีช่องวางแก้วน้ำให้ด้วย 2 ช่อง มีระบบปรับอากาศแยกเฉพาะเบาะตอนหลังที่ปรับได้ทั้งอุณหภูมิและแรงลม บานประตูขนาดใหญ่ทำให้เข้า-ออกรถได้อย่างสะดวก นอกจากนี้ยังมีม่านบังแดดแบบดึงขึ้นมาเองที่ประตูทั้ง 2 ฝั่ง และม่านบังแดดปรับไฟฟ้าที่กระจกบังลมหลัง

            ที่โดดเด่นที่สุดคือแถบหน้าจอแนวยาวที่เป็นทั้งจอหน้าปัดดิจิทัล Widescreen Cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว และหน้าจอของระบบสาระบันเทิงขนาด 12.3 นิ้ว ทั้งคู่เป็นจอคุณภาพสูง สีสันสวยสดงดงาม จอหน้าปัดปรับการแสดงผลได้ 3 แบบ คือ Classic Sport และ Progressive มันบอกข้อมูลสำคัญทุกอย่างที่ผู้ขับต้องรู้ แต่มีข้อเสียเล็กน้อยคือบางจังหวะอาจจะสะท้อนแสงรบกวนสายตาเพราะเป็นจอเงา

            ในส่วนของระบบสาระบันเทิงเป็นระบบ COMAND Online ควบคุมการทำงานได้ด้วยแป้นหมุนและทัชแพดที่คอนโซลกลาง มาพร้อมฟังก์ชั่นที่ครบครัน รวมทุกความบันเทิง รวมถึง Apple CarPlay, Andriod Auto และระบบเชื่อมต่อรถยนต์ Mercedes me connect ระบบทำงานได้ไหลลื่นดีมาก หน้าตาเมนูสวยงามและใช้งานง่าย ปัญหาเดียวคืออาจจะสะท้อนแสงบ้างในบางจังหวะ

            อุปกรณ์อำนวยความสะดวกใน E 300 e Exclusive มีมากมายสมกับการเป็นรถหรู อาทิ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ THERMOTRONIC แบบ 3 โซน, แท่นชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สาย, ไฟสร้างบรรยากาศรอบห้องโดยสาร Ambient Light ปรับได้ 64 สี, ระบบประตูดูด Soft Close, ระบบกุญแจ Keyless-GO และม่านบังแดดกระจกหลังปรับไฟฟ้า เป็นต้น

            ห้องเก็บสัมภาระขนาดใหญ่กำลังดี ถูกรบกวนพื้นที่ไปนิดหน่อยจากระบบไฟฟ้าของรถ พนักพิงเบาะหลังพับแยกได้แบบ 60/40 ด้วยการดึงคันโยก มาพร้อมประตูท้ายไฟฟ้าพ่วงระบบเปิด-ปิดแบบแฮนด์ฟรีเพียงสอดเท้าไปใต้กันชนหลัง

หรูหราสมฐานะ

            ดีไซน์ภายนอกของ E 300 e Exclusive ถ่ายทอดภาพลักษณ์แบบหรูหราออกมาอย่างชัดเจนด้วยกระจังหน้าแบบคลาสสิก พร้อมตราสัญลักษณ์ Mercedes-Benz บนฝากระโปรงหน้า มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานภายนอก อาทิ ไฟหน้า Multibeam LED พ่วงระบบไฟหน้าอัจฉริยะ ILS-Intelligent Light System ระบบปรับไฟหน้าตามการเลี้ยวของพวงมาลัย ALS ระบบเพิ่มความส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง Cornering Light และติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว หุ้มยางรันแฟลต ล้อหน้า 245/40 R19 ล้อหลัง 275/35 R19 รูปลักษณ์โดยรวมถูกใจคนชอบความหรูหราภูมิฐานตามแบบฉบับ Mercedes-Benz ดั้งเดิม

            E 300 e Exclusive เป็นรุ่นที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง E 300 e Avantgarde และ E 300 e AMG Dynamic มาพร้อมราคาค่าตัว 3.44 ล้านบาท อุปกรณ์ต่างๆ อัพขึ้นมาจากรุ่นเริ่มต้นหลายรายการ และชัดเจนว่ามุ่งเน้นไปที่การตกแต่งแบบหรูหราและความสะดวกสบายแบบเต็มสูบ ทำให้มันเป็นรถที่ตอบโจทย์คนที่ชอบความหรูหราได้อย่างเต็มที่  

            จากการขับขี่มันคือรถที่มีความนุ่มสบายเป็นพื้นฐาน ขับง่ายและเป็นมิตรกับทุกคน ในขณะเดียวกันก็ยังพาออกไปเล่นสนุกได้เมื่อใจต้องการ พละกำลังมีพอสมเหตุสมผล ขับดี ช่วงล่างนุ่มและหนึบ การควบคุมเต็มไปด้วยมั่นใจ เหนือสิ่งอื่นใดคือเป็นรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่ช่วยเซฟค่าน้ำมันได้จริงและยังช่วยลดการปล่อยมลพิษสู่อากาศ

Gallery

Top