For a better experience please change your browser to CHROME, FIREFOX, OPERA or Internet Explorer.
มิตซูบิชิเติบโตเหนือตลาดในปี 2562 ยอดขายพุ่ง 88,244 คัน กระบะ Triton ขายดี

มิตซูบิชิเติบโตเหนือตลาดในปี 2562 ยอดขายพุ่ง 88,244 คัน กระบะ Triton ขายดี

      มิตซูบิชิประกาศยอดจำหน่ายรถยนต์ในปี 2562 รวม 88,244 คัน เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.4 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 8.8 ผลการดำเนินงานของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เติบโตสูงกว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ในภาพรวม

         ปี 2562 ที่ผ่านมามียอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศรวมทั้งหมดที่ 1,007,552 คัน ลดลงจากปี 2561 ร้อยละ 3.3 แม้ว่ายอดจำหน่ายโดยรวมจะลดลงแต่กลับเป็นปีที่ดีเยี่ยมของมิตซูบิชิเพราะเป็น 1 ใน 3 บริษัทรถยนต์ที่มียอดจำหน่ายรถยนต์เติบโตเพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา โดยทำตัวเลขยอดขายได้ 88,244 คัน เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.4 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 8.8 ผลการดำเนินงานที่เติบโตสวนทางกับอุตสาหกรรมยานยนต์มาจากปัจจัยท้าทายต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น นอกจากการนำเสนอรถยนต์ที่มีคุณภาพแล้ว ความสำเร็จของมิตซูบิชิก็เกิดขึ้นจากการพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่ายและการให้ความสำคัญกับลูกค้า พร้อมการลงทุนในด้านการพัฒนาบุคลากร

        ในปีที่ผ่านมามิตซูบิชิได้เปิดตัวรถใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้ง Triton ใหม่รุ่นตัวเตี้ยหน้าใหม่, Pajero Sport รุ่นปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์, Attrage รุ่นไมเนอร์เชนจ์, Mirage รุ่นไมเนอร์เชนจ์ และ Triton Athlete ใหม่ รถยนต์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุดของมิตซูบิชิในปี 2562 คือ กระบะ Triton ที่กวาดยอดขายไปได้ถึง 35,807 คัน คิดเป็นร้อยละ 41 ของยอดจำหน่ายทั้งหมด ขณะที่ Xpander มียอดขายตามมาเป็นอันดับ 2 ที่ 16,196 คัน หรือร้อยละ 18

          Pajero Sport ใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวทำยอดขายได้ 13,558 คัน หรือร้อยละ 15 สำหรับรถซิตี้คาร์ Attrage และ Mirage ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องด้วยยอดจำหน่ายรวม 22,683 คัน หรือ ร้อยละ 26

          ด้านการส่งออก มิตซูบิชิครองตำแหน่งผู้ส่งออกรถยนต์อันดับ 1 โดยสามารถส่งออกรถยนต์รวมทั้งสิ้น 332,700 คัน ประกอบด้วยรถยนต์สำเร็จรูป (BU) 284,500 คันและรถยนต์ชิ้นส่วนประกอบ (KD) 48,200 คัน โดยในปี 2562 มิตซูบิชิยังได้ฉลองความสำเร็จในการส่งออกรถยนต์ครบ 4 ล้านคัน

         สำหรับการผลิตในปีที่ผ่านมา มิตซูบิชิสามารถผลิตรถยนต์รวมทั้งสิ้น 407,200 คัน ประกอบด้วยรถยนต์สำเร็จรูป (BU) 353,500 คัน และรถยนต์ชิ้นส่วนประกอบ (KD)  53,700 คัน

         นอกจากผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเป็นเลิศแล้ว ปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนความสำเร็จ ได้แก่ การพัฒนาเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายและการสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า โดยในปีที่ผ่านมามิตซูบิชิมีเครือข่ายผู้จำหน่ายจำนวน 229 แห่ง ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ และยังได้เปิดตัวไลฟ์สไตล์โชว์รูมแนวคิดใหม่ เพื่อมอบความพึงพอใจและประสบการณ์เหนือระดับให้แก่ลูกค้า 

         ด้านบริการหลังการขาย มิตซูบิชิยึดถือหลักการที่มีลูกค้าเป็นศูนย์กลางภายใต้สโลแกน “เราดูแล คุณแค่ขับ” มอบความมั่นใจให้แก่ลูกค้าในราคาที่ไม่แพง ด้วยคุณภาพสินค้าและบริการที่ดี อะไหล่แท้ที่ตอบโจทย์ การบริการโดยผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกฝนอบรม การดูแลและเข้าใจในสินค้าและการบริการ เพื่อมอบความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า ตลอดจนการเข้าถึงบริการและเครือข่ายผู้จำหน่ายได้อย่างสะดวกสบาย

         นอกจากนี้ มิตซูบิชิยังดำเนินกิจกรรมอื่น ๆ ที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีแก่ลูกค้า ได้แก่ กิจกรรมมิตซูบิชิ แฮปปี้ แฟน, มิตซูบิชิ แฮปปี้ เฟสติวัล, มิตซูบิชิ โรดโชว์ อเวคเคนนิ่ง แบงค็อก ซึ่งเป็นเทศกาลแสดงแสงสีและศิลปะผสมผสาน ตลอดจนกิจกรรมอื่น ๆ ที่จัดขึ้นร่วมกับผู้จำหน่าย

          พร้อมกันนี้ มิตซูบิชิยังได้มุ่งมั่นพัฒนาบุคลากรโดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการมอบผลิตภัณฑ์และการบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า สถาบันการศึกษาและฝึกอบรม หรือ EA คือศูนย์กลางการดำเนินงานเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะ โดยในปีที่ผ่านมาทางบริษัทฯ ยังได้ลงทุนเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ผ่านระบบการจัดการการฝึกอบรม (TMS) และระบบการเรียนรู้ออนไลน์ (e-Learning)

          สำหรับเป้าหมายในปี 2563 มิตซูบิชิยังคงมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรลุส่วนแบ่งตลาดให้มากกว่าร้อยละ 9 โดยมุ่งเน้น 3 ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ได้แก่ การให้ความสำคัญกับลูกค้า, การปรับปรุงพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่าย และการพัฒนาบุคลากร พร้อมยกระดับการดำเนินงานของผู้จำหน่ายสู่มาตรฐานขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง ปรับภาพลักษณ์โชว์รูมและศูนย์บริการทั่วประเทศให้เป็นไปตามมาตรฐานระดับโลกของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ด้วยอัตลักษณ์ใหม่ เพื่อส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับให้แก่ลูกค้าในทุกช่องทาง และเตรียมขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายเพิ่มเป็น 245 แห่งทั่วประเทศ

        ด้านการผลิต มิตซูบิชิจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการสร้างโรงพ่นสีแห่งใหม่ พร้อมปรับปรุงการปฏิบัติงานในขั้นตอนเชื่อมตัวถังและขั้นตอนการประกอบ โดยมีแผนการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ และระบบอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพ ประสิทธิภาพ และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิต

        และสุดท้าย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มีแผนที่จะผลิต Mitsubishi Outlander PHEV รถพลังงานไฟฟ้าประเภทปลั๊กอินไฮบริดที่โรงงานผลิตที่แหลมฉบังในปี 2564 ด้วยเงินลงทุนมากกว่า 3,130 ล้านบาท และยังส่งเสริมผู้ผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศด้วยการจัดหาและใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศเป็นหลัก

Top