For a better experience please change your browser to CHROME, FIREFOX, OPERA or Internet Explorer.
Mercedes-Benz A 250 e ปลั๊กอินไฮบริดโมเดลแรกของตระกูล A-Class ร้อนแรงด้วยขุมพลัง 218 แรงม้า

Mercedes-Benz A 250 e ปลั๊กอินไฮบริดโมเดลแรกของตระกูล A-Class ร้อนแรงด้วยขุมพลัง 218 แรงม้า

           Mercedes-Benz เผยโฉม A 250 e รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดโมเดลแรกของตระกูล A-Class ที่งานแฟรงก์เฟิร์ต มอเตอร์โชว์ เดือนกันยายนที่ผ่านมา มาพร้อมพละกำลังทะลุ 200 แรงม้า สมรรถนะอันสมบูรณ์แบบ พร้อมกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่น้อยลง

            ปลั๊กอินไฮบริดคือหลักชัยสำคัญของเส้นทางสู่การปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ Mercedes-Benz เห็นความสำคัญและต้องการผลักดันรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดของตัวเองให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนภายใต้ตรา EQ Power การเปิดตัว A 250 e ครั้งนี้มาพร้อมกันทั้งตังถังซาลูนและแฮชท์แบ็ก และเป็นจุดเริ่มต้นของการนำระบบไฮบริดเข้าสู่รถยนต์กลุ่มคอมพ็คคาร์

            ระบบขับเคลื่อนไฮบริดของ A 250 e เป็นการทำงานผสานกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบเรียง 1.33 ลิตร 160 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิด 250 นิวตันเมตร ที่ 1,620 รอบต่อนาที กับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 75 kW แรงบิด 300 นิวตันเมตร รวมกำลังทั้งระบบได้ 218 แรงม้า พร้อมแรงบิด 450 นิวตันเมตร ตัวเลขระดับนี้แถบจะสูสีกับโมเดล AMG ได้เลย

            สมรรถนะที่ได้จากระบบขับเคลื่อนไฮบริดชุดนี้ก็น่าทึ่งไม่แพ้กัน ตัวถังแฮทช์แบ็กมีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.6 วินาที ตัวถังซาลูน 6.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 235 และ 240 กม./ชม. ตามลำดับ ความเร็วสูงสุดเมื่อขับในโหมดไฟฟ้าล้วน 140 กม./ชม. อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 1.5-1.4 ลิตร/100 กม. ในตัวถังแฮทช์แบ็ก และ 1.4 ลิตร/100 กม. ในตัวถังซาลูน ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 34-33 กรัม/กม. และ 33-32 กรัม/กม. ตามลำดับ

            ระบบขับเคลื่อนไฮบริดนี้มาพร้อมกับแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนความจุ 15.6 kWh แบตเตอรี่ผลิตโดย Deutsche ACCUMOTIVE มีระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ และมีน้ำหนักประมาณ 150 กก. ด้านประสิทธิภาพการชาร์จ ชาร์จปกติด้วย wallbox 7.4 kW (AC) 0-100% ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 45 นาที สำหรับการชาร์จเร็ว (DC) 0-80% ใช้เวลาเพียง 25 นาที

            ระบบไอเสียที่ได้รับการออกแบบใหม่ซ่อนอยู่ใต้ท้องรถที่ด้านหลัง มีตัวควบคุมเสียงและกรองไอเสียอยู่ในหม้อพัก มีการเขยิบถังน้ำมันถอยมาอยู่ที่ระหว่างเพลาหลังทำให้มีพื้นที่สำหรับวางแบตเตอรี่ใต้เบาะหลัง ผลที่ได้คือพื้นที่ห้องเก็บสัมภาระลดลงจาก A-Class รุ่นปกติเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

            เนื่องด้วย A 250 e มาพร้อมกับเทคโนโลยีไฮบริดเจนเนอเรชั่นที่ 3 ดังนั้นมันจึงมาพร้อมฟังก์ชั่นใหม่ๆ เพียบ โดยเฉพาะความฉลาดและความสามารถด้านข้อมูลการขับขี่ อาทิ ข้อมูลของระบบนำทาง ป้ายจราจร ข้อมูลของเส้นทาง ทั้งหมดช่วยให้ผู้ขับสามารถวางแผนการเดินทางได้ง่ายขึ้น รวมถึงการขับขี่ในโหมดไฟฟ้าล้วนก็จะสะดวกขึ้น

            ระบบมัลติมีเดียใหม่ล่าสุดอย่าง MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ถูกติดตั้งมาเป็นมาตรฐานใน A 250 e ด้วยเช่นกัน ระบบสามารถช่วยผู้ขับค้นหาสถานีชาร์จได้ง่ายดายเพียงแค่พูด Hey Mercedes, find charging stations nearby และยังเข้าใจประโยคพูดที่เป็นธรรมชาติได้มากขึ้นอีกด้วย

            นอกจากนี้ A 250 e ยังมาพร้อมกับโหมดขับขี่เช่นเดียวกับโมเดลปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหญ่ ได้แก่ Electric และ Battery Level คุณจะได้สัมผัสมรรถนะของระบบไฟฟ้าเพียวๆ ในโหมด Electric เครื่องยนต์สันดาปจะเข้ามาเสริมการทำงานเฉพาะตอนที่กดคันเร่งคิ๊กดาวน์เท่านั้น โหมด Electric ยังสามารถควบคุมการหน่วงความเร็วได้จากแป้นแพดเดิลชิฟท์หลังพวงมาลัยโดยแบ่งเป็น 5 ระดับ ได้แก่ D Auto, D, D+, D- และ D—

            โหมด Comfort ECO และ Sport ยังคงมีอยู่เหมือนเดิม นั่นหมายความว่าผู้ขับขี่ยังสามารถสนุกไปกับการขับขี่ในอารมณ์ที่แตกต่างกันได้ ฟีเจอร์สำคัญอีกอย่างคือระบบปรับอากาศที่สามารถสั่งเปิดการทำงานล่วงหน้าได้จากสมาร์โฟนตั้งแต่ก่อนขึ้นรถเพราะ A 250 e มีคอมเพรสเซอร์ทำความเย็นจากระบบไฟฟ้าจึงไม่จำเป็นต้องสตาร์ทรถก่อนอีกต่อไป อีกหนึ่งความสามารถที่น่าทึ่งคือความสามารถในการลากจูงที่ 1,600 กก.

            A 250 e และ A 250 e Saloon เคาะราคาจำหน่ายออกมาแล้วเริ่มต้นที่ 36,943 ยูโร (1.23 ล้านบาท) และ 37,300 ยูโร (1.24 ล้านบาท) ตามลำดับ การวางขายลงโชว์รูมจะเริ่มต้นในช่วงปลายปี

Gallery

Top