For a better experience please change your browser to CHROME, FIREFOX, OPERA or Internet Explorer.
[First Drive] All-New Chevrolet Captiva ใหญ่ กว้าง ขับสบาย ออปชั่นใหม่เพียบ

[First Drive] All-New Chevrolet Captiva ใหญ่ กว้าง ขับสบาย ออปชั่นใหม่เพียบ

          12 ปีที่แล้ว เชฟโรเลต ประเทศไทย เปิดตัว Captiva เป็นครั้งแรก ไม่น่าเชื่อว่ารถยนต์เจนเนอเรชั่นเดียวจะขายมาได้ยาวนานขนาดนี้โดยที่ไม่มีรุ่นใหม่มาแทนที่ Captiva รุ่นก่อนหน้าสร้างฐานลูกค้าและความนิยมชมชอบในเอสยูวีสไตล์อเมริกันขึ้นในหมู่ผู้ใช้เป็นจำนวนไม่น้อย ด้วยหน้าตาที่หล่อเหลาดูทะมัดทะแมงกว่าคู่แข่งในยุคนั้น มันจึงเป็นเอสยูวีที่ใครหลายคนชื่นชอบพร้อมกับสร้างชื่อเสียงและยอดขายให้กับเชฟโรเลตเป็นจำนวนไม่น้อย

            12 ปีผ่านไป ในที่สุด แฟนๆ ที่รอคอย Captiva โฉมใหม่ก็สมหวังซะที ยอมรับด้วยความสัตย์จริง เราคิดว่าเชฟโรเลตเมืองไทยคงเลิกขายเอสยูวีรุ่นนี้แล้วล่ะ แต่พอได้ข่าว Captiva ใหม่เราก็ยินดีเป็นอย่างมาก เพราะอย่างน้อยลูกค้าคนไทยก็จะมีรถยนต์ดีๆ มาให้เป็นตัวเลือกอีกหนึ่งรุ่น และจากที่ได้เห็นได้สัมผัสในงานเปิดตัว ต้องยอมรับเลยว่าการกลับมารอบนี้ เชฟวี่เขาพกของดีมาเพียบ

            Captiva ใหม่ แบ่งขายในเมืองไทย 3 รุ่นย่อย ประกอบด้วย รุ่น LS 5 ที่นั่ง ราคา 9.99 แสนบาท, รุ่น LT 7 ที่นั่ง ราคา 1.099 ล้านบาท และรุ่นท็อป PREMIER 7 ที่นั่ง ราคา 1.199 ล้านบาท เชฟโรเลตวางแผนการขายมาได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียวคือวางตำแหน่งให้เอสยูวีคันนี้ควบทั้งเซกเมนต์ B และ C-SUV ยกตัวอย่างง่ายๆ คือเป็นรถระดับสูงกว่า Honda HR-V คือใหญ่กว่า กว้างกว่า ออปชั่นมากกว่า แต่ก็ยังต่ำกว่า CR-V ที่มีความหรูหรากว่าและมาพร้อมออปชั่นที่แพงขึ้นไปอีกระดับ เพราะเชฟโรเลตวิจัยตลาดมาเป็นอย่างดีแล้วว่าคนไทยชอบรถขนาดใหญ่แต่ราคาต้องไม่แพงและออปชั่นต้องครบนั่นเอง

            การทดสอบรอบนี้ เชฟโรเลตชวนเรามาขับ Captiva รุ่น PREMIER ในเส้นทาง กทม. – หัวหิน รวมระยะทางไป-กลับกว่า 400 กม. เน้นขับขี่บนการจราจรจริง การบรรทุกคนและสัมภาระ รวมถึงความสะดวกสบายขณะขับขี่ทางไกล เท่าที่ได้สัมผัส Captiva ใหม่จัดเป็นรถที่ขับง่าย สะดวกสบายด้วยออปชั่นที่ครบครัน ถ้าเทียบฟีลลิ่งกับ Captiva ตัวเก่าแล้วล่ะก็มันคนละเรื่องกันเลย แต่รุ่นใหม่นี้ก็มีดีในแบบของตัวเองเหมือนกัน

การขับขี่

            เริ่มต้นออกสตาร์ทในกรุงเทพที่โรงแรม Vie Hotel พญาไท การขับขี่ในเมืองท่ามกลางการจราจรที่หนาแน่นเป็นไปอย่างสุขุมนุ่มนวล เครื่องยนต์เงียบทั้งรอบเดินเบาและรอบต่ำแถมยังสั่นสะเทือนน้อยมาก เกียร์ CVT ส่งต่อกำลังอย่างนุ่มนวล จังหวะเร่งออกตัวไม่ปรู๊ดปร๊าดมากนักจะเป็นฟีลแบบนุ่มนวลค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า พวงมาลัยเบามือ ช่วงล่างดูดซับแรงสะเทือนจากรอยปะถนนได้ดี

            ช่วงต่อมาเป็นการขับบนทางด่วน เราก็ได้โอกาสยืดเส้นยืดสายเจ้า Captiva ใหม่พอสมควร เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร เทอร์โบ 143 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร มอบการตอบสนองที่นุ่มนวล จังหวะกดคันเร่งเหมือนจะคิดช้าทำช้าไปนิด คือรถจะยังไม่พุ่งทันทีแต่จะค่อยๆ ไต่ความเร็วขึ้นแบบต่อเนื่อง การคิ๊กดาวน์ต้องกดคันเร่งลึกหน่อยก่อนทีเกียร์ CVT จะรับรู้และปรับอัตราทดเกียร์ลงต่ำเพื่อเรียกกำลัง แรงดึงทีเกิดขึ้นไม่เยอะมากนักแต่ก็เพียงพอกับการเร่งแซง

            เกียร์ CVT ของ Captiva มีโหมด Shift Control +/- 8 สปีด มาให้เล่นแก้เบื่อ การตอบสองเมื่อเปลี่ยนมาควบคุมเกียร์เองค่อนข้างน่าประทับใจ สามารถลากรอบเพื่อเค้นกำลังหรือช่วยให้เร่งแซงฉับไวขึ้น จังหวะสับเกียร์มีรอจังหวะนิดๆ น่าเสียดายที่ไม่มีแป้นแพดเดิลชิฟท์หลังพวงมาลัยมาให้ โดยรวมแล้ว Captiva ใหม่เป็นรถที่เน้นความนุ่มและเน้นขับสบายชิลๆ มากกว่าอัตราเร่งที่ปรู๊ดปร๊าดเร้าใจ แต่สมรรถนะที่ได้ก็เพียงพอสำหรับการขับในเมืองและขับทางไกลได้โดยไม่เหนื่อย

            หลุดจากกรุงเทพ เราได้ใช้ความเร็วอย่างต่อเนื่องไปตาม ถ.พระราม 2 ยาวจนถึงเพชรบุรี ที่ความเร็วเดินทาง 120 กม./ชม. รถค่อนข้างไหล จังหวะยกคันเร่งแทบไม่หน่วงเลย ช่วงล่างของ Captiva ให้ความรู้สึกแน่น หนึบ ไม่มีโคลงเคลงให้หวาดเสียว จังหวะขับผ่านเส้นชะลอความเร็วบนพื้นถนนสามารถดูดซับแรงสะเทือนได้ดีมาก จังหวะลงคอสะพานก็ไม่กระเด้งกระดอน ยุบตัว 1-2 ครั้งก็นิ่งแล้ว พวงมาลัยจากที่เบาหวิวในความเร็วต่ำก็เริ่มหนืดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจเมื่อใช้ความเร็วสูง

            พอเข้าเขตจังหวัดเพชรบุรี ทางเชฟโรเลตพาเราขับมุ่งหน้าต่อไปแถวๆ เขื่อนแก่งกระจาน เส้นทางช่วงนี้เป็น 2 เลนสวนและเต็มไปด้วยโค้งมากมาย นี่คือบนทดสอบชั้นดีของ Captiva ใหม่ ความเร็วที่ใช้ในช่วงนี้ลดลงเหลือ 80 กม./ชม. ช่วงล่างที่ให้ความหนึบแน่นตอนวิ่งทางตรงพอเจอโค้งกลับมีอาการยวบย้วยให้เห็น คือถ้าสาดเข้าโค้งแบบไม่ผ่อนความเร็วจะรู้สึกเลยว่าหวาดเสียว ไม่มั่นใจ ตัวถังโยนมาก ให้ลดความเร็วลงมาหน่อยแล้วจะรู้สึกดีขึ้น ด้วยอัตราทดพวงมาลัยที่เน้นความนุ่มนวลเป็นหลักทำให้มีระยะฟรีพอประมาณ การเข้าโค้งซ้าย-ขวาต่อเนื่องหน้ารถอาจจะตอบสนองช้าไม่ทันใจนักขับสายบู๊ทำให้ต้องหักพวงมาลัยมากขึ้น อย่างไรก็ตามถ้าคุณเป็นคนขับรถใจเย็น พวงมาลัยของ Captiva ก็ใช้งานได้ดี

            เส้นทางในช่วงสุดท้ายเป็นการขับจากแก่งกระจานไปหัวหินเข้าที่พัก ณ โรงแรม So Sofitel Hua Hin มีช่วงที่ได้ใช้ความเร็วสลับกับโค้งบ้างและก็เข้าสู่ตัวเมืองหัวหิน ที่ความเร็ว 100 กม./ชม. Captiva ใหม่ป้องกันเสียงรบกวนได้ดีสมราคา มีเสียงลมเล็ดลอดเข้ามาตามขอบหน้าต่างเบาๆ ยางติดรถ GT Radial เกรดกลางๆ พอขับขี่จริงก็ถือว่าเงียบใช้ได้เลย แก้มยางหนาๆ กับล้อ 17 นิ้ว ยังช่วยในเรื่องความนุ่มนวลได้อีกพอตัว

            ด้านฟีลลิ่งการเบรกยังคงให้ความสำคัญกับคำว่านุ่มนวลอยู่ แป้นเบรกมีระยะฟรีในช่วงแรกที่กด ก่อนจะเริ่มค่อยๆจับและหน่วงความเร็ว แรงต้านการเหยียบและการคืนตัวของแป้นหลังจากปล่อยเบรกดูเป็นธรรมชาติ น้ำหนักการเบรกสัมพันธ์กับน้ำหนักการกดแป้นอย่างตรงไปตรงมา การขับมาด้วยความเร็วสูงแล้วเบรกหนักๆ รถไม่เสียอาการ หน้าทิ่มลงเล็กน้อย ท้ายไม่ส่ายสะบัด ล้อไม่ล็อก แค่นี้ก็เพียงพอกับการใช้งานทั่วไปแล้ว

พื้นที่ภายในสุดกว้างขวาง

            เรามองว่า Captiva ใหม่มีส่วนผสมของรถ MPV อยู่ด้วยพอสมควร เห็นได้ชัดจากพื้นที่ภายในที่กว้างขวางรองรับได้ถึง 7 ที่นั่ง ส่วนท้ายรถที่ไม่ลาดเทแบบเอสยูวีสายสปอร์ต รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกและความอเนกประสงค์ที่ครบครัน บานประตูทั้งหน้าและหลังมีขนาดใหญ่ทำให้การเข้าออกรถสะดวกมากในทุกที่นั่ง อีกทั้งตัวรถก็ไม่ได้สูงหรือเตี้ยเกินไปทำให้ไม่ต้องมุดหรือปีนให้ลำบาก ระยะฐานล้อ 2,750 มม. ไม่ต้องห่วงเลยว่าพื้นที่เบาะหน้าและเบาะแถวสองจะมีไม่เพียงพอกับคนตัวสูงขายาว

            ตำแหน่งนั่งขับของ Captiva ให้ความรู้สึกสูงพอๆ กับรถกระบะตัวเตี้ย เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง พวงมาลัยปรับได้เฉพาะสูง/ต่ำ พื้นที่เบาะหน้ามีความโปร่งโล่ง หน้าปัดอยู่ในระดับสายตา ทัศนวิสัยด้านหน้าดี เสาหน้าใหญ่ไปนิดนึง กระจกมองข้างใหญ่ดูชัดเต็มตา มุมมองผ่านไหล่ไปกระจกหลังไม่ถูกรบกวนมากเกินไป เบาะนั่งของ Captiva ใหม่ ใหญ่ หนา นุ่ม โอบกระชับสรีระ ปีกเบาะสามารถล็อกตัวไม่ให้โยนไป-มาขณะเข้าโค้งได้ดี หมอนรองศีรษะอยู่ในลักษณะดันหัวเล็กน้อย

            เบาะแถวสองมาพร้อมพื้นที่เหนือศีรษะและพื้นที่ช่วงขาที่กว้างขวาง คนตัวสูง 180 ซม. สามารถนั่งได้สบายๆ โดยเข่าไม่ชนเบาะหน้า ตัวเบาะมีความหนานุ่มกำลังดี พนักพิงเบาะปรับเอนไปด้านหลังได้เยอะมาก อุโมงค์กลางไม่ใหญ่มาก คนนั่งเบาะตัวกลางสามารถคร่อมได้โดยไม่รู้สึกว่าเกะกะเกินไป แถมพนักพิงยังดึงลงมาเป็นที่วางแขนได้ พนักพิงเบาะแถวสองพับแยกได้แบบ 60/40 เบาะฝั่งซ้ายพอพับแล้วจะล้มตัวไปด้านหน้าเกิดเป็นช่องท้างเข้าเบาะแถวสามขนาดใหญ่ที่แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ยังสามารถปีนเข้า-ออกได้อย่างรวดเร็ว ส่วนเบาะฝั่งขวาได้แค่เลื่อนมาด้านหน้าเท่านั้น

           เบาะแถวสามจะว่าไปก็ไม่ได้มีพื้นที่มากนัก ผู้ใหญ่สามารถนั่งได้ในระยะทางใกล้ๆ มันจึงเหมาะกับเด็กเล็กมากกว่า นอกจากนี้เบาะแถวสามยังมีช่องแอร์และที่วางแก้วน้ำมาให้ด้วย

            ห้องเก็บสัมภาระถ้ายังไม่ได้พับเบาะแถวสามจะมีพื้นที่เพียงน้อยนิดใส่กระเป่าเดินทางใหญ่ๆ แทบไม่ได้ แต่เมื่อพับเบาะแถวสามลงก็จะได้พื้นที่เพิ่มขึ้นและที่สำคัญพื้นห้องยังราบเรียบเท่ากันด้วย หากต้องการพื้นที่เก็บของเพิ่มขึ้นก็พับเบาะแถวสองลงแต่จะเกิดเป็นขั้นเล็กๆ ไม่ราบเสมอกันทั้งหมด ขอบห้องเก็บสัมภาระไม่ได้สูงมากดังนั้นการหยิบของจึงค่อนข้างง่ายและสะดวก ฝากระโปรงท้ายเป็นระบบธรรมดา

สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

            มาถึงจุดขายสำคัญที่เชฟโรเลตภูมิใจนำเสนอนั่นก็คือหน้าจอสัมผัสกลางแดชบอร์ดหน้าขนาด 10.4 นิ้ว ใหญ่เทียบเท่า iPad ดีๆ นี่เอง ติดตั้งมาเป็นมาตรฐานในทุกรุ่นย่อยซะด้วย ดูๆ ไปก็ให้อารมณ์แบบหน้าจอ Sensus Connect ของ Volvo เช่นกัน ความละเอียดของหน้าจอนี้อยู่ในระดับดีใช้ได้เลยทีเดียว สีสันหน้าตาเมนูสวยงามใช้งานง่าย ไอคอนใหญ่มองชัด การตอบสนองลื่นไหลพอสมควร มีแอบหน่วงบ้างนิดหน่อยแต่ก็พอให้อภัยได้ ตำแหน่งของหน้าจออยู่ในระดับที่มองง่าย จุดที่เราชอบคือหน้าจอนี้ยังควบคุมระบบปรับอากาศได้ด้วย ส่วนฟังก์ชั่นอื่นก็ใส่มาให้แบบครบๆ อาทิ วิทยุ เครื่องเล่นเพลง รองรับการเชื่อมต่อการสื่อสาร Chevrolet Link รวมถึงแสดงภาพจากกล้องรอบคันพร้อมเส้นกะระยะ

            ไฮไลท์ต่อมาคือระบบเสียง Infinity by Harman ลำโพงทวีตเตอร์ 8 ตัวและวูฟเฟอร์ 1 ตัว เพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้การเดินทางไกลไม่เงียบเหงา คุณภาพเสียงที่ได้ไม่ขี้เหร่เลย ฟังสนุก เสียงเบสหนักแน่น เสียงกลางและเสียงแหลมมีความละเอียด แม้จะคุณภาพจะยังไม่เท่าพวกรถยุโรปแต่ระบบเสียงชุดนี้ก็ดีกว่าระบบเสียงมาตรฐานติดรถหลายๆ รุ่นในบ้านเรา

            นอกจากนี้ Captiva ใหม่ยังมีออปชั่นเด่นๆ ที่น่าสนใจอีกหลายอย่าง เช่น หลังคาซันรูฟไฟฟ้า, แผงหน้าปัดพร้อมจอ MID แบบสีขนาด 7 นิ้วที่ตั้งค่าได้หลายอย่างและบอกทุกข้อมูลการขับขี่ซึ่งออกแบบได้สวยงามเลยทีเดียว, ระบบ Keyless Entry, กุญแจอัจฉริยะ PEPs ตลอดจนระบบความปลอดภัยที่ครอบคลุมตามแบบฉบับรถสมัยใหม่

สรุปความน่าใช้

            ถ้าคุณเป็นนักขับสายบู๊ ชอบเอสยูวีที่มีสมรรถนะร้อนแรง ปราดเปรียวว่องไว การควบคุมเฉียบคมแม่นยำ การควบเจ้า Captiva ใหม่ไปบนถนนอาจจะชวนให้คุณต้องเสียอารมณ์เพราะมันไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนั้น นี่คือรถครอบครัวที่เน้นอารมณ์ขับขี่แบบสุภาพชน ขับง่าย ขับสบาย ขับเรื่อยๆ ชิลๆ ไม่ระรานใคร ในแง่การขับขี่ทั่วไปเอสยูวีคันนี้ทำได้ดีทั้งในเมืองและขับทางไกล เครื่องยนต์และเกียร์ปรับจูนมาได้ดี ช่วงล่างแน่นหนึบที่ทางตรง แต่อย่าใส่หนักในทางโค้งเป็นพอ การป้องกันเสียงรบกวนทำได้ดีมาก

            ในแง่ความกว้างขวางข้องห้องโดยสารแล้ว Captiva ไม่เป็นรองคู่แข่งหน้าไหนเลยจริงๆ นั่งสบายมากโดยเฉพาะเบาะแถวสอง แถมยังมาพร้อมออปชั่นความสะดวกสบายที่ครบครัน มีจุดขายของตัวเองที่ชัดเจน รถคันนี้จึงเหมาะมากกับคนที่ต้องการความคุ้มค่าและไม่ได้เน้นเรื่องสมรรถนะเป็นปัจจัยอันดับหนึ่ง

            ในแง่ของราคาและตำแหน่งทางการตลาดแล้ว เรามองว่าเชฟโรเลตตัดสินใจถูกที่ทำราคามาแบบนี้ Captiva รุ่น PREMIER ราคา 1.199 ล้านบาท เทียบเท่ากับรถ B-SUV รุ่นท็อปอื่นๆ แต่คุณจะได้รถขนาดใหญ่กว่า ได้ 7 ที่นั่ง ได้พื้นที่ภายในที่กว้างขวางกว่า ได้ออปชั่นที่จัดเต็มกว่า ขณะที่พวกรถ C-SUV หรือพวก PPV ก็แพงกว่าเป็นแสนสองแสน ดังนั้นช่วงราคาตรงนี้เป็นการลงทุนที่คุ้มทุกบาททุกสตางค์ หากไม่ต้องการรถที่ราคาเกิน 1 ล้านก็ยังมีรุ่นล่างสุด LS เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ออปชั่นบางอย่างถูกตัดออกไปแต่โดยรวมก็ยังน่าใช้อยู่

ขอขอบคุณ เชฟโรเลต ประเทศไทย สำหรับกิจกรรมทดสอบในครั้งนี้

ดูรายละเอียดสเปก All-New Chevrolet Captiva ได้ที่ http://bit.ly/2ZZFvGS

Gallery

Top