For a better experience please change your browser to CHROME, FIREFOX, OPERA or Internet Explorer.
[First Drive] Honda Accord Hybrid Tech ที่สุดของซีดานเรือธง พรีเมี่ยมทั้งการขับขี่ เทคโนโลยี และความปลอดภัย

[First Drive] Honda Accord Hybrid Tech ที่สุดของซีดานเรือธง พรีเมี่ยมทั้งการขับขี่ เทคโนโลยี และความปลอดภัย

         หลังจากเปิดตัวในช่วงต้นปี Honda Accord เจนเนอเรชั่นที่ 10 มีกระแสตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง ลูกค้าที่จองรุ่น 1.5 Turbo EL ต่างก็ได้รับรถกันแล้วตามลำดับ ส่วนรุ่นไฮบริดเพิ่งจะเริ่มทยอยส่งมอบเมื่อเดือนที่ผ่านมานี่เอง ฮอนด้ากำลังเร่งการผลิตให้ทันกับออร์เดอร์ที่ไหลเข้ามา นั่นจึงเป็นเหตุผลที่กิจกรรมทดสอบ Accord ที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมามีแต่รุ่น 1.5 Turbo EL ให้เราได้ลองเพียงรุ่นเดียว

            น่าชื่นใจแทนฮอนด้าจริงๆ เพรา Accord Hybrid นั้นมียอดจองมากกว่า 50% จากยอดจอง Accord ทั้งหมด ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีสื่อเจ้าไหนได้ลองขับ รวมถึงรีวิวและข้อมูลเกี่ยวกับการขับขี่ก็ยังไม่มีเผยแพร่ออกมา แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ลูกค้าฮอนด้าเสียความเชื่อมั่นในยานยนต์ไฮบริดรุ่นใหม่ลงไปเลย ข่าวดี! เราโชคดีมากที่ได้มีโอกาศลองขับ Accord Hybrid Tech ก่อนใคร นับเป็นประสบการณ์ใหม่ครั้งแรกที่เราตื่นเต้นสุดๆ ต้องขอบคุณพาร์ทเนอร์ที่น่ารักที่เอารถทดสอบของลูกค้ามาให้เราลองขับเป็นที่แรก ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ไปดูกันเลยดีกว่า Accord Hybrid Tech นั้นดีงามอย่างไร

หัวใจดวงใหม่

            ก่อนจะไปขับ เราขอย้ำถึงหัวใจสำคัญของ Accord Hybrid อีกสักครั้งก่อนละกัน ซีดานเรืองธงรุ่นนี้มาพร้อมกับขุมพลังไฮบริดที่มีชื่อเรียกเท่ๆ ว่า Sport Hybrid Intelligent Multi-Mode Drive (i-MMD) พัฒนาใหม่หมดโดยประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 145 แรงม้า ที่ 6,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 175 นิวตันเมตร ที่ 3,500 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวที่ให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า และแรงบิด 315 นิวตันเมตร เมื่อรวมกำลังทั้งสองระบบแล้ว Acoord Hybrid จะมีแรงม้าสูงถึง 215 แรงม้าเลยทีเดียว แถมเครื่องยนต์บล็อกนี้ยังรองรับน้ำมัน E20 ด้วย

            ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์อัตโนมัติ E-CVT ขับเคลื่อนล้อหน้า เกียร์ลูกนี้เป็นแบบอัตราทดแปรผันต่อเนื่องควบคุมด้วยระบบไฟฟ้าเพื่อมอบความนุ่มนวลอย่างสูงสุด คาแร็กเตอร์ของมันจะเป็นยังไงเดี๋ยวมาว่ากันที่หัวข้อถัดไป ด้านแบตเตอรี่เป็นแบบลิเธียมไอออนความจุจุ๋มจิ๋มเพียง 1.3 kWh ไม่ต้องคาดหวังว่ามันจะขับด้วยพลังไฟฟ้าอย่างเดียวได้ไกล

            ระบบขับเคลื่อน i-MMD ของ Accord Hybrid มีความฉลาดพอที่จะปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ ซึ่งประกอบด้วย 3 โหมด คือ EV Drive ขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า, Hybrid Drive ขับขี่ด้วยเครื่องยนต์และมอเตอร์รวมกัน และ Engine Drive ขับขี่ด้วยเครื่องยนต์อย่างเดียว เท่าที่เราสังเกตคือ ถ้าขับคลานความเร็วต่ำแล้วแบตเตอรี่ยังพอมีไฟอยู่ เครื่องยนต์จะยังไม่ทำงาน เป็นการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์เพียงอย่างเดียว พอกดคันเร่งเพิ่มความเร็วปุ๊ป เครื่องยนต์กับมอเตอร์จะทำงานพร้อมกันเพื่อส่งกำลังไปที่ล้อ พอถึงความเร็วสูงเครื่องยนต์จะทำงานเพียงอย่างเดียวพร้อมกับปั่นไฟเข้าแบตเตอรี่ไปในตัว และทุกครั้งที่ยกคันเร่งหรือเบรกระบบจะเปลี่ยนพลังงานที่เกิดขึ้นเป็นไฟฟ้าชาร์จกลับเข้าไปที่แบตเตอรี่ ทั้งนี้ กระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นมันไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับสภาพการขับขี่และปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่มีอยู่ในขณะนั้น

            นอกจากนี้ Accord Hybrid ยังมีโหมด EV ซึ่งเป็นการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเดียว เราไม่แน่ใจว่าถ้าไฟเต็มแบตเตอรี่จะขับได้ไกลแค่ไหน แต่ข้อดีคือเงียบสนิทและใช้ความเร็วได้สูงด้วย แต่ขับได้ไม่นานเครื่องยนต์ก็กลับมาทำงานในแบบไฮบริดเหมือนเดิมเพราะความจุแบตเตอรี่มันน้อยนิดซะเหลือเกิน อีกโหมดที่มีมาให้ก็คือโหมด Sport โหมดนี้จากที่ลองพบว่าการอัตราเร่งดีขึ้นเล็กน้อย ดึงดีชึ้น รอบเครื่องไวขึ้น แต่ถ้าถามว่ามันให้ความรู้สึกสปอร์ตมากขึ้นมั้ย ตอบเลยว่ายัง

การขับขี่

            จากที่เคยลอง Accord 1.5 Turbo มาแล้ว พอมาลอง Accord Hybrid สิ่งที่ต่างกันอย่างชัดเจนเลยคืออัตราเร่ง แน่นอนว่าแรงม้าแรงบิดเยอะกว่าก็ต้องเร็วกว่า แต่ถ้าเทียบกันจะๆ คงไม่ฉีกกันมาก อัตราเร่งของ Accord Hybrid มาแบบนุ่มๆ ดูเป็นรถหรูผู้ดีมีชาติตระกูล กดคันเร่งแป๊ปเดียวก็ถึงความเร็วเดินทางแบบงงๆ ทำไมมันไวจัง พร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ที่สุภาพนุ่มนวล อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. และความเร็วสูงสุดเราไม่ได้ลองเนื่องจากขับบนถนนสาธารณะ

            เกียร์ E-CVT ส่งกำลังต่อเนื่องในอัตราทดเดียว คือเหยียบขึ้นไปค้างที่ราว 3,500 รอบต่อนาที ความเร็วก็เพิ่มขึ้นตาม พอถึงช่วงความเร็วสูงและเริ่มคงที่ รอบเครื่องจะค่อยๆ ลดลง มันให้อารมณ์เหมือนบิดคันเร่งมอเตอร์ไซค์ออโตเมติกยังไงยังงั้นเลย ถ้าเหยียบหนักรอบเครื่องก็จะดีดขึ้นไปสูงกว่านี้ อัตราเร่งก็จะขึ้นเร็วกว่านี้ แล้วรอบเครื่องก็ค่อยๆ ลดลงเหมือนกัน แต่เราก็ไม่อยากจะเค้นมากสงสารรถ ลองคิ๊กดาวน์ดูพบว่ารอบเครื่องดีดขึ้นสูงแต่แทบไม่รู้สึกถึงแรงดึงที่เพิ่มขึ้นมาสักเท่าไร ดีที่ว่าเราขับบนทางด่วน ถ้าเป็นถนนเลนสวนคงต้องเผื่อระยะไว้เยอะหน่อย

            Accord Hybrid มีแพดเดิลชิฟท์อยู่หลังพวงมาลัยสำหรับควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ แต่การใช้งานชวนงงมากๆ สามารถกดได้เลยทันทีแต่ที่หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID มันขึ้นเป็นขีดๆ ไม่มีตัวเลขว่าบอกตอนนี้อยู่เกียร์อะไร ขีดที่ว่านี้จะกระพริบถ้าเร่งเครื่องถึงที่มันกำหนดเพื่อบอกให้เราเปลี่ยนไปเกียร์สูงขึ้น จากนั้นซักพักขีดจะหายไปแล้วกลายเป็นเกียร์อัตโนมัติตามเดิมไม่ได้ค้างอยู่ที่เกียร์ล่าสุดที่เลือก เราพยายามทำความเข้าใจแต่รู้สึกว่ามันลึกล้ำยิ่งนัก เหมือนกับว่าแพดเดิลชิฟท์อันนี้ไม่ใช่โหมดเกียร์แมนวล แต่มีไว้เพื่อใช้ชิฟท์เกียร์ขึ้น-ลงชั่วคราวในช่วงระยะเวลาหนึ่งก่อนระบบจะปรับไปใช้เกียร์อัตโนมัติตามปกติ ประกอบกับที่คันเกียร์ไม่มีตำแหน่ง S หรือ M หรือ +/- ทีนี้การใช้งานจึงงงไปกันใหญ่ เราลองใช้แพดเดิลชิฟท์ในโหมด Sport แล้วแต่ผลที่ได้ก็ไม่ต่างกัน

            จุดที่น่าชื่นชมของเกียร์ E-CVT คือความนุ่มนวลและลื่นไหลต่อเนื่องไม่มีอาการตะกุกตะกักเลยแม้แต่นิดเดียว นี่น่าจะเป็นจุดประสงค์หลักของการออกแบบที่ฮอนด้าต้องการให้ Acoord Hybrid เป็นรถที่นุ่มนวล หรูหรา และมีนิสัยสุภาพที่สุด

            คุณภาพการขับขี่ของ Accord Hybrid Tech ไม่ต่างจาก Accord 1.5 Turbo เท่าไรนัก ด้วยความที่เป็นรถไฮบริดแบกแบตเตอรี่มาด้วย น้ำหนักตัวรถจึงมากกว่าเล็กน้อยแต่มันแทบไม่มีผลต่อไดนามิกการขับขี่เลย Accord Hybrid ยังคงปราดเปรียวและคล่องตัวอยู่บนพื้นฐานของความนุ่มนวล ช่วงล่างออกแนวแน่นเฟิร์ม หนึบกระชับ เกาะถนน ที่ความเร็วสูงรถนิ่งมาก ไม่มีอาการโคลงให้เห็น ขณะเดียวกันก็ยังดูดซับแรงสะเทือนจากผิวถนนได้ดี เมื่อเจอโค้งก็เอาอยู่ รถมีการทรงตัวที่ดี ช่วงล่างไม่ยวบไม่ส่าย อาการโยนมีไม่มากนัก ใส่หนักในโค้งได้อย่างมั่นใจ

            พวงมาลัยมีระยะฟรีน้อย มีความแม่นยำ ทำให้กะระยะได้ง่าย น้ำหนักพวงมาลัยแปรผันกับความเร็วที่ใช้ ขับช้าเบาหวิว ขับเร็วหนักแน่นมั่นคง การตอบสนองของหน้ารถเมื่อหมุนพวงมาลัยไวใช้ได้ โดยรวมแล้วเป็นรถที่มีการควบคุมดีมากๆ คันหนึ่งเลย

            แป้นเบรกปรับเซ็ตมาให้คุ้นชินได้ง่ายตั้งแต่ครั้งแรกที่ขับ ช่วงเหยียบแรกๆ จะเบาแต่ไม่ใช่เป็นระยะฟรี เพราะเหยียบแล้วยังพอมีแรงหน่วงเกิดขึ้นบ้าง ถ้าเหยียบลึกลงไปก็จะเริ่มหน่วงมากขึ้นตามลำดับ ทำให้กะน้ำหนักการเบรกได้ง่าย ทั้งยังตอบสนองกับแรงเหยียบได้อย่างแม่นยำ เบรกหนึบมั่นใจได้ เอาอยู่ทุกช่วงความเร็ว

            จากที่เคยขับ Accord 1.5 Turbo ที่ จ.เชียงใหม่ ตอนนั้นเราขับในเส้นทางที่ต้องขึ้นเขาด้วย อัตราสิ้นเปลืองตอนนั้นทำได้เฉลี่ยราวๆ 10 กม./ลิตร คราวนี้เราควบ Accord Hybrid บนทางด่วนเป็นส่วนใหญ่มุ่งหน้าสู่ จ.ชลบุรี ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองที่ได้อยู่ที่ราว 14 กม./ลิตร ย้ำว่าเป็นการขับเพื่อดูสมรรถนะไม่ได้เน้นความประหยัด ซึ่งส่วนใหญ่เครื่องยนต์ก็ทำงานตลอดโดยมีมอเตอร์ช่วยบ้างประปราย เราจึงถือว่าตัวเลขนี้น่าพอใจ

            Accord Hybrid ของเราป้องกันเสียงรบกวนภายนอกได้น่าประทับใจเพราะมีระบบ Active Sound Control ที่ปล่อยคลื่นเสียงออกมาจากลำโพงเพื่อกลบเสียงรบกวนบางอย่างออกไป ฟังดูแล้วล้ำมากๆ และมันก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีเสียด้วย เสียงรบกวนในแต่ละย่านความเร็วลดลงทั้งตอนหน้าและเบาะหลัง เสียงช่วงล่างและเสียงยางเบาลง เสียงลมแทรกขอบกระจกหน้าต่างมีให้ได้ยินเบาๆ ที่ความเร็ว 100 กม./ชม. ขึ้นไป

อัพเกรดสู่ความพรีเมี่ยม

            Accord Hybrid Tech อัพเกรดอุปกรณ์หลายอย่างจากรุ่น 1.5 Turbo EL ที่ถูกกังขาว่ากั๊กออปชั่น ดังนั้นในเมื่อเป็นรุ่นท็อปเรือธงจึงต้องจัดเต็ม เริ่มต้นด้วยอุปกรณ์หรูภายนอกทั้งหลายอย่างซันรูฟแบบวันทัช, ไฟส่องมือจับประตูด้านนอก, สปอยเลอร์หลัง, ไฟตัดหมอก LED ตลอดจนล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วพร้อมยาง 234/45 R18

            อุปกรณ์ภายในอัพเกรดหลายอย่างเช่นกัน อาทิ เบาะผู้โดยสารตัวหน้าปรับไฟฟ้า, ม่านบังแดดด้านหลัง, แท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย, ระบบนำทางเนวิเกเตอร์, ระบบเชื่อมต่อ Honda Connect, Head-up display รวมถึงเครื่องเสียงลำโพง 10 ตัว นอกจากนี้ พวงมาลัยยังมีการเพิ่มปุ่มเปิด-ปิดการทำงานของระบบความปลอดภัยบางตัว รวมถึงหน้าจอปัด LCD ด้านซ้ายที่จะแสดงข้อมูลการขับขี่ การใช้พลังงาน และระบบขับเคลื่อนไฮบริด

            และไฮไลท์ที่มีเฉพาะรุ่น Hybrid Tech เท่านั้นก็คือเทคโนโลยีความปลอดภัย Honda Sensing ที่ประกอบด้วย ระบบเตือนการชนรถและคนเดินถนนพร้อมระบบช่วยเบรก (CMBS), ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (ACC with LSF), ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKAS), ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (RDM with LDW) และระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (AHB)

             นอกจากนี้ ยังมีระบบความปลอดภัยที่สำคัญ เช่น ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (CTM), ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (MVCS), ระบบช่วยจอดอัจฉริยะพร้อมระบบช่วยเบรก (Honda Smart Parking Assist System) และเซ็นเซอร์กะระยะหน้า-หลังอย่างละ 4 จุด

            จากที่ได้ลองเล่นระบบคร่าวๆ หน้าจอเครื่องเสียงขนาด 8 นิ้วนั้นใช้งานได้ดี หน้าตาเมนูสวยงาม ใช้งานง่ายไม่งง ระบบตอบสนองไว มีฟังก์ชั่นครบ ระบบนำทางใช้งานได้จริงและมีสถานที่ที่ค่อนข้างอัพเดต ส่วนพวกระบบช่วยขับอย่างอะแด็ปทีพครูสคอนโทรลก็ทำงานได้ดี ช่วยได้มากถ้าต้องขับทางไกลยาวๆ ขณะที่ระบบระบบช่วยให้รถอยู่ในเลนนั้นจะส่งเสียงเตือนพร้อมสั่นที่พวงมาลัยและรั้งพวงมาลัยไว้นิดๆ ด้วยเมื่อขับออกนอกเลนโดยไม่เปิดไฟเลี้ยว

            Accord Hybrid Tech ของเรามาพร้อมภายในสีน้ำตาลให้ความหรูหราพรีเมี่ยมกว่าสีดำล้วนเป็นไหนๆ พื้นที่กว้างขวางนั่งสบายทั้งเบาะหน้าและเบาะหลัง ทัศนวิสัยรอบคันดี ตำแหน่งนั่งขับให้อารมณ์สปอร์ต เบาะปรับได้หลายทิศทาง นุ่มสบายและซัพพอร์ตดี ห้องเก็บสัมภาระขนาดไม่ต่างจากรุ่น 1.5 Turbo EL

สรุปความน่าใช้

            ราคา 1,799,000 บาทของ Honda Accord Hybrid Tech แลกมาด้วยออปชั่นที่จัดเต็มแบบหมดข้อกังขา คุณจะได้รับเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนไฮบริดใหม่ล่าสุดที่มีความอัจฉริยะและใช้งานได้ดี อย่างที่บอกไปว่าซีดานเรือธงคันนี้เป็นรถที่ออกแบบมาเพื่อเน้นความสะดวกสบายในการขับขี่ ทุกอย่างจึงตั้งอยู่บนพื้นฐานของความนุ่มนวลไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์และเกียร์ ซึ่งเป็นเรื่องดีและเหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าในกลุ่มเซกเมนต์นี้ เราอยากจะบอกว่าบนความนุ่มนวลที่ได้สัมผัสรถคันนี้ก็ยังสร้างความสนุกในการขับขี่ได้อยู่จากช่วงล่างที่หนึบแน่นและการบังคับควบคุมที่ไว้ใจได้ 215 แรงม้าน่าจะพอทำให้หัวใจกระชุ่มกระชวยได้บ้างเมื่อเจอเส้นทางเหมาะๆ ติดตรงที่เดียวก็คือแพดเดิลชิฟท์ที่จะงงๆ หน่อย

            Accord Hybrid Tech คือรถที่จะมอบความสุขให้กับคุณได้ไม่ว่าจะนั่งขับอยู่หลังพวงมาลัยหรือเป็นผู้โดยสาร ฮอนด้าได้บรรจงใส่ความพรีเมี่ยมเข้ากับความสปอร์ตไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แล้ว คำครหาที่เจอในรุ่น 1.5 Turbo EL ไม่มีอีกแล้ว เราขอแสดงความดีใจกับลูกค้าที่จองรถรุ่นนี้ไว้ด้วยเพราะคุณกำลังจะได้รถยนต์ D-Segment ที่เราคิดว่าดีที่สุดในตอนนี้ไปครอง

Gallery

Top