For a better experience please change your browser to CHROME, FIREFOX, OPERA or Internet Explorer.
[First Drive] Nissan Leaf รถยนต์ไฟฟ้าของคนรักเทคโนโลยี ล้ำหน้ากว่าใครด้วย e-Pedal

[First Drive] Nissan Leaf รถยนต์ไฟฟ้าของคนรักเทคโนโลยี ล้ำหน้ากว่าใครด้วย e-Pedal

         Nissan Leaf รถยนต์ไฟฟ้าอันดับหนึ่งของโลก แต่เหตุไฉนยังไม่ค่อยเห็นวิ่งบนท้องถนนเมืองไทยแม้จะเปิดตัวมาพักใหญ่ๆ แล้วก็ตาม ด้วยราคาค่าตัว 1.99 ล้านบาท หลายคนบอกว่าแพง ใช่แล้วมันแพง แต่นี่คือนวัตกรรม นี่คือสิ่งใหม่ นี่คือจุดเริ่มต้นของยุคใหม่แห่งโลกยานยนต์ที่นิสสันนำเสนอสู่เมืองไทย ถ้าเอาราคามาเป็นตัวตั้งโดยที่ยังไม่ได้สัมผัสไม่ได้ลอง ร้อยทั้งร้อยต้องมองข้าม Leaf แน่ๆ พร้อมกับยกเหตุผลต่างๆ นาๆ มาเพิ่มน้ำหนัก บ้างก็ว่าเมืองไทยยังไม่พร้อมด้านสถานีชาร์จ ระยะทางขับขี่ไม่ไกลมาก ใช้งานยุ่งยากกว่ารถน้ำมัน เราจึงบอกว่ารถคันนี้เหมาะกับคนรักเทคโนโลยีจริงๆ พร้อมที่จะลองอะไรใหม่ๆ และกล้าที่จะเป็นผู้บุกเบิกในการหันมาช่วยรักษ์โลกอย่างเป็นรูปธรรม

          การที่จะสร้างการรับรู้เกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าในเมืองไทย จำเป็นอย่างมากที่จะต้องนำเสนอองค์ความรู้ สร้างสรรค์กิจกรรม ประชาสัมพันธ์ข้อมูลออกไปในวงกว้าง รวมถึงจัดการทดสอบขับให้กับผู้ที่สนใจ เราจึงเห็นว่านิสสันพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อพลักดันให้คนไทยได้รู้จักรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น เช่นเดียวกับวันนี้ที่ WHAT CAR? Thailand ได้เป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมทดสอบ Nissan Leaf อย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่เปิดตัว พร้อมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ภายใต้โซนกิจกรรม ‘rEVolution education’ ครั้งแรกในประเทศไทย

           กิจกรรมทดสอบครั้งนี้จัดขึ้น ณ จีแลนด์ พระราม 9 แบ่งออกเป็น 2 ส่วนเริ่มจากการทดสอบสมรรถะเต็มรูปแบบบนสนามทั้งทดสอบอัตราเร่ง การบังคับควบคุม การขับขี่แบบสลาลอม มีการแข่ง Gymkhana จับเวลาด้วย จากนั้นจะเป็นการทดสอบขับขี่ตามสภาพการจราจรจริงของกรุงเทพฯ เดินทางสู่จุดหมายปลายทางที่อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม

e-Pedal ก้าวล้ำกว่าใครๆ

          Nissan Leaf มาพร้อมกับเทคโนโลยีสุดล้ำที่นิสสันป่าวประกาศไปทั่วหล้าอย่าง e-Pedal ชื่อภาษาไทยคือเทคโนโลยีคันเร่งอัจฉริยะ หลักการทำงานของมันก็คือการเร่งความเร็ว ชะลอความเร็ว และหยุดรถด้วยการใช้คันเร่งเพียงอย่างเดียวโดยไม่จำเป็นต้องเหยียบแป้นเบรก นิสสันเคลมว่ามันมีอัตราการชะลอความเร็วที่สูงถึง 0.2G ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องขยับเท้าออกจากคันเร่งไปยังแป้นเบรกเพื่อชะลอหรือหยุดรถ ทั้งหมดนี้จะช่วยลดความเหนื่อยล้าและความเครียดจากการขับขี่ในแต่ละวัน ช่วยให้ผู้ขับขี่ใช้แป้นเบรกน้อยกว่าการขับขี่รถยนต์ทั่วไปถึง 90%

          การใช้งานเพียงแค่กดปุ่มสีฟ้าใกล้ๆ ฐานเกียร์ จากนั้นเหยียบคนเร่งปกติ พอยกคันเร่งรถจะเริ่มชะลอไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหยุดนิ่ง แรงหน่วงที่เกิดขึ้นอยู่ในระดับที่รู้สึกปลอดภัยเหมือนเหยียบเบรกปกติ แรกๆ ขับอาจจะยังไม่ชินเนื่องจากยังไม่มั่นใจในระบบ แต่ถ้าจับจังหวะได้แล้วก็สบาย ความสามารถนี้ช่วยได้มากเมื่อต้องเผชิญกับการจราจรในกรุงเทพ ลดความเมื่อยล้าเมื่อขับคลานช้าๆ ไหลๆ หยุดๆ  ได้มากจริงๆ

          มาถึงตรงนี้หลายท่านอาจจะมีคำถาม แล้วถ้ามีรถตัดหน้าล่ะ จะเบรกทันมั้ย? ในขณะที่ใช้งานระบบ e-Pedal แป้นเบรกก็ยังใช้งานได้ปกติ สามารถเหยียบได้เลย รถก็จะหยุดเหมือนปกติ e-Pedal เป็นแค่เทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยเพิ่มความสบายขณะขับขี่เท่านั้นเอง นอกจากนี้ e-Pedal ยังช่วยได้มากเมื่อต้องขับขึ้นหรือลงทางลาดชัน หลักการเดียวกันเลยคือยกคันเร่งรถก็จะค่อยๆ ชะลอจนหยุดนิ่ง ดังนั้นจึงหมดปัญหารถไหลไม่ว่าจะจอดค้างติดอยู่บนสะพานหรือทางขึ้นลานจอดรถ เมื่อต้องการเดินหน้าต่อก็แค่เหยียบคันเร่งเท่านั้นเอง

เงียบ นุ่ม สุขุม ขับดี

           Nissan Leaf ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดความจุ 40kWh ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ Single Speed ขับเคลื่อนล้อหน้า เร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.9 วินาที เมื่อชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 100% สามารถขับขี่ได้ระยะทางสูงสุด 311 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC

          สิ่งแรกที่แตกต่างจากรถน้ำมันก็คือความเงียบไร้ซึ่งการสั่นสะเทือนใดๆ หลังจากกดปุ่มสตาร์ทเครื่อง ในสนามทดสอบมีแทร็กให้เราได้ลองวัดอัตราเร่งซึ่งข้อได้เปรียบของรถยนต์ไฟฟ้าคือเมื่อกดคันเร่งกำลังจากมอเตอร์จะถ่ายลงสู้ล้อคู่หน้าในทันที ไม่มีการรอรอบเหมือนรถยนต์เครื่องสันดาป ดังนั้นเมื่อกดคันเร่งปุ๊ป Leaf จึงกระชากออกตัวได้เร็วพอๆ กับรถสมรรถนะสูงดีๆ เลย อัตราเร่งมาแบบนุ่มๆ ไม่มีสะดุดชะงึกชะงักให้น่ารำคาญใจ เสียงวี๊ดของมอเตอร์ดังแผ่วๆ ให้รู้ว่ารถกำลังพุ่งทะยานไปข้างหน้า

         แป้นเกียร์ของ Leaf เป็นระบบไฟฟ้า การใช้งานคือโยกเข้าหาตัวแล้วดึงลงจะเป็นเกียร์ D ดันไปข้างหน้าเป็นเกียร์ R จะจอดก็กดปุ่ม P ตรงกลาง ใช้งานง่าย มีปุ่ม ECO เพื่อเพิ่มความประหยัดพลังงานให้มากขึ้น

        ในการขับขี่บนสภาพจราจรจริง Leaf เอาตัวรอดได้ทุกสถานการณ์ไม่ว่าจะเป็นการเร่งแซง หรือเร่งออกตัวจากสี่แยก กำลังของรถมีเหลือๆ และยังสามารถเรียกมาใช้ได้อย่างทันท่วงที กดคันเร่งปุ๊ป กำลังมาเต็ม ไม่มีรอรอบ ไม่มีคิ๊กดาวน์ คุณสามารถเพิ่มความเร็วได้สูงสุด 160 กม./ชม. ตามสเปกที่นิสสันระบุซึ่งเป็นขีดจำกัดของมอเตอร์ไฟฟ้าแล้ว

          ระบบกันสะเทือนของ Leaf ซับแรงกระแทกจากอุปสรรคบนผิวถนนได้ดีพอสมควร มันไม่ได้นุ่มมากและก็ไม่แข็งเกินไป ออกแนวกลางๆ ตามมาตรฐานรถแฮทช์แบ็ก แต่วิ่งความเร็วสูงเกิน 100 กม./ชม. ก็ยังนิ่งไม่มีส่าย ไม่มีโคลงเคลง สาดโค้งไม่ได้นิ่งสนิทแต่ยังพอคุมได้ง่าย อาการโยนมีบ้างเล็กน้อย แต่ไม่ย้วย ทั้งนี้ นิสสันออกแบบให้แบตเตอรี่วางอยู่ที่พื้นห้องโดยสารเพื่อจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ ดังนั้นการทรงตัวและความสมดุลของรถจึงอยู่ในเกณฑ์ดีสำหรับรถรูปทรงแบบนนี้

          พวงมาลัยของ Leaf เป็นระบบไฟฟ้า แน่นอนว่ามันเบาหวิวมากที่ความเร็วต่ำ ทำให้เบาแรงมากในหมุน ใช้นิ้วนิ้วเดียวควงได้สบายๆ จุดนี้คุณผู้หญิงน่าจะกดไลก์เลยล่ะ พอเพิ่มความเร็วพวงมาลัยก็เริ่มหน่วงขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่เรามองว่าที่ความเร็วสูงๆ พวงมาลัยเบาไปนิด ถ้าหน่วงกว่านี้อีกหน่อยจะดีมาก ความคมและแม่นยำอยู่ในระดับดี ระยะฟรีมีน้อยทำให้กะระยะเลี้ยวได้ง่าย การตอบสนองไวพอประมาณ หักเปลี่ยนเลนได้ไว

           เมื่อตัดระบบ e-Pedal ออกไป ระบบเบรกแบบดิสก์ 4 ล้อของ Leaf มีคุณภาพตามมาตรฐานรถบ้านทั่วไป แป้นเบรกตอบสนองดี ระยะฟรีมีไม่มาก มีแรงต้านการเหยียบที่เหมาะสมทำให้กะน้ำหนักการเบรกได้ง่าย อัดมาทางตรงก็ยังเอาอยู่ในระยะที่กำหนด

ขับทั่วกรุง 1 วัน ไฟยังเหลือ

          เส้นทางการทดสอบในวันนี้มีระยะทางรวมกว่า 140 กิโลเมตรจากใจกลางกรุงเทพ ตระเวนไปตามสถานที่ต่างๆ ทั่วกรุง อ้อมออกไปที่นครปฐม แล้ววกกลับมาที่จีแลนด์จุดเริ่มต้น นิสสันเคลมว่าขับทั่วกรุงได้ทั้งวันด้วยการชาร์จเพียงครั้งเดียว ซึ่ง จากการขับขี่ของเราใน 1 วันปรากฏว่าระดับไฟในแบตเตอรี่ถูกใช้ไปเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ระบบของรถแจ้งว่ายังวิ่งได้อีก 100 กว่ากิโลเมตร เอาเข้าจริงถ้าคุณใช้งานในชีวิตประจำวัน เช้าขับไปทำงานในกรุงเทพ เย็นขับกลับบ้านแถวๆ ปริมณฑล ถึงบ้านเสียบปลั๊กชาร์จ เช้าก็ขับรถออกไปทำงานวนแบบนี้ไปเรื่อยๆ คุณจะใช้งาน Leaf ได้อย่างไร้ปัญหา และไม่ต้องเข้าปั๊มน้ำมันอีกเลยก็ยังได้ Leaf จึงเหมาะมากที่จะเป็นรถสำหรับขับขี่ในเมืองหรือเดินทางออกนอกเมืองระยะใกล้ๆ

          Leaf รองรับการชาร์จไฟทั้งแบบไฟบ้านธรรมดา 3.6kW ชาร์จ 0-100% ใช้เวลา 12-15 ชม., เครื่องชาร์จ Wall box ขนาด 6.6kW ชาร์จ 0-100% ใช้เวลา 6-8 ชั่วโมง และระบบ Quick Charge มาตรฐาน CHAdeMO ที่สามารถชาร์จ 0-80% ได้ในเวลา 40-60 นาที สายชาร์จที่ติดมากับรถเป็นแบบ Type 1 มีสายแปลงจาก Type 1 เป็น Type 2 มาให้ นอกจากนี้ยังมีไฟบอกสถานการณ์ชาร์จบนฝากระโปรงหน้า รวมถึงระบบล็อกสายชาร์จเพื่อความปลอดภัย

         สำหรับใครที่กังวลเรื่องสถานีชาร์จสาธารณะ ตอนนี้มีสถานีชาร์จสาธารณะถูกติดตั้งไปแล้วกว่า 244 จุดทั่วประเทศ เน้นที่ห้างสรรพสินค้าตามหัวเมืองใหญ่ๆ ก่อนจะขยายลงไปตามเมืองรอง ในอนาคตก็จะขยายจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้ซื้อ Leaf สบายใจได้เพราะอีกหน่อยการเดินทางไกลก็จะอุ่นใจยิ่งขึ้น

สเปกจัดเต็ม

          สิ่งที่เราเห็นจากภายนอกของ Leaf ก็คือรูปลักษณ์อันทันสมัยที่วิวัฒนาการจากเจนเนอเรชั่นแรกมาไกลมาก ดูสวยขึ้น สปอร์ตขึ้น สมส่วนลงตัวมากขึ้น โดดเด่นด้วยตัวถังสีทูโทนหลังคาดำ กระจังหน้า V-Motion ไฟหน้า LED Projector พร้อมไฟ DRL ทรงบูมเมอแรง และล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ไซส์ของรถคือแฮทช์แบ็ก C-Segment ยาว 4,480 มม. กว้าง 1,790 มม. สูง 1,540 มม. ฐานล้อยาว 2,700 มม. นั่งได้ 5 คนสบายๆ

        ภายในของ Leaf กว้างขวางตามมาตรฐานรถ C-Segment มาในโทนสีดำตัดด้วยเข็บสีน้ำเงิน เบาะปรับมือทั้งหมด พวงมาลัยปรับได้แค่สูง-ต่ำ ทัศนวิสัยโดยรวมดี เสาหน้าหนาไปนิด มุมมองผ่านไหล่ไปด้านหลังไม่ถูกรบกวนมากนัก พื้นที่เบาะหน้ามีมากพอสำหรับคนตัวสูง 180 ซม. พื้นที่เบาะหลังกว้าง คนตัวสูงนั่งสบาย องศาพนักพิงกำลังดี ห้องเก็บสัมภาระจุ 435 ลิตร เบาะหลังพับแยกแบบ 60/40

        ระบบเครื่องเสียงเป็นจอสีขนาด 5 นิ้ว รองรับบลูทูธ AUX มีช่อง USB 1 ช่อง ช่องจ่ายไฟ 12V 1 ช่อง ลำโพง 4 ตัว มีระบบอุ่นเบาะ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นทรงฐานตัดมีครูสคอนโทรลและปุ่มคุมเครื่องเสียง หน้าปัดแบบเข็มวัดความเร็วพร้อมจอ MID แสดงข้อมูลการขับขี่ครบครัน

 

         ที่จริงแล้ว Leaf ในเวอร์ชั่นต่างประเทศนั้นล้ำหน้ามากด้วยเทคโนโลยีช่วยขับขี่ ProPilot แต่ถ้าใส่มาในเวอร์ชั่นไทยเกรงว่าราคาจะกระโดดขึ้นจนเกินรับไหว อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีที่นิสสันให้มาในตอนนี้ก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไร โดยเฉพาะเทคโนโลยีเกี่ยวกับความปลอดภัยซึ่งจัดว่าแน่นคันมากๆ อาทิ ระบบเตือนการชนด้านหน้าขณะขับขี่ FCW, ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ FEB, ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง IAVM, ระบบตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุและบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน MOD, ระบบช่วยควบคุมสเถียรภาพการทรงตัวอัตโนมัติ VDC และ ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAS

ยานยนต์ของคนรักเทคโนโลยี

         แม้จะมาพร้อมราคาค่าตัว 1.99 ล้านบาทซึ่งคนทั่วไปเข้าถึงได้ยาก แต่ Leaf ก็เปรียบดั่งจุดเริ่มต้นของยานยนต์ยุคใหม่ เป็นผู้บุกเบิกวงการรถยนต์ไฟฟ้าในเมืองไทย ถ้าถามว่าราคานี้กับสิ่งที่ได้รับมันคุ้มมั้ย เราตอบเลยราคามันยังสูงเกินไป คนที่ซีเรียสเรื่องออปชั่นจริงๆ คงมองออกว่าราคากับค่าตัวเกือบ 2 ล้านมันต้องได้อะไรมากกว่านี้ แต่เราเชื่อว่าในอนาคตเทคโนโลยีจะพัฒนาไปเรื่อยๆ แบตเตอรี่มีขนาดเล็กลง จุไฟได้มากขึ้น ชาร์จเร็วขึ้น ราคาถูกลง เบาลง แล้วอะไรๆ ก็จะเข้าที่เข้าทางมากขึ้น ความนิยมก็จะตามมา ถึงเวลานั้นราคารถยนต์ไฟฟ้าในคลาสนี้ก็จะถูกลงจนคนทั่วไปเข้าถึงได้

         อย่างที่บอกไป Leaf นั้นเป็นรถที่ขับชิวๆ ก็ได้ ขับให้สนุกก็ได้ ใช้งานจริงได้ดี มีความอเนกประสงค์ ถ้าคุณได้ครอบครอง Leaf คุณจะได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ จากยานยนต์ที่เรียกว่าเป็นรูปแบบใหม่ในเมืองไทยก่อนใคร ได้เป็นผู้นำในเทคโนโลยี ได้ความภูมิใจ ที่สำคัญได้ช่วยโลกอย่างเป็นรูปธรรมเพราะรถนี้ปล่อยไอเสียเป็นศูนย์ อากาศจะสะอาดขึ้น มลพิษ ฝุ่น ควัน น้อยลง ลดการใช้น้ำมัน เพิ่มการใช้พลังงานสะอาด นี่แหละคือคุณค่าที่รถยนต์ไฟฟ้ามอบให้อย่างแท้จริง

Gallery

Top