For a better experience please change your browser to CHROME, FIREFOX, OPERA or Internet Explorer.

First Drive – MG GS 1.5 Turbo

            หากคุณใช้ชีวิตในเมือง ทำงานในเมือง หรือมีไลฟ์สไตล์ที่เกี่ยวข้องกับเมือง รถยนต์ที่ใช้อาจจะต้องเน้นความรวดเร็ว คล่องตัว รวมถึงมีสไตล์ที่โดดเด่น ซึ่งปัจจุบันมีรถยนต์หลายประเภทที่ตอบโจทย์คนเมืองได้ดีทั้งซิตี้คาร์ขนาดเล็ก อีโค่คาร์ที่เน้นความประหยัด หรือจะเป็นซับคอมแพ็คซีดานที่ดูภูมิฐานขึ้นมาหน่อย แต่มีรถอีกหนึ่งประเภทที่กำลังมาแรงแซงโค้งนั่นก็คือเอสยูวี เพราะเป็นรถที่มีความโดดเด่น บ่งบอกถึงสไตล์ของผู้เป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดี ซึ่งในขณะนี้มีตัวเลือกหลายๆ รุ่นที่น่าสนใจในตลาด หนึ่งในนั้นคือ MG GS 1.5 Turbo ที่วันนี้ทางเรามารีวิวการขับขี่ให้ทุกท่านได้ทราบกัน

800 1517

            MG GS 1.5 Turbo เอสยูวีสายพันธุ์สปอร์ต น้องเล็กคันใหม่จากค่ายรถแดนผู้ดีที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นานหลังจากรุ่นพี่อย่าง MG GS 2.0 ออกสู่ตลาดได้ประมาณ 1 ปี ไฮไลต์เด่นของ GS 1.5 Turbo คันนี้ก็คือเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร เทอร์โบอันทรงพลังที่ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม รวดเร็วทันใจ โดยความจริงแล้วรถคันนี้มีเป้าหมายเพื่อตอบสนองชีวิตคนเมืองเป็นหลัก แต่ก็สามารถขับท่องเที่ยวทางไกลในช่วงวันหยุดได้อย่างไม่เคอะเขิน

            การทดสอบในครั้งนี้เป็นกิจกรรมทดสอบรถที่ เอ็มจี ประเทศไทยจัดขึ้นในเส้นทาง กรุงเทพฯ – อุดรธานี รวมระยะทางกว่า 600 กิโลเมตร เส้นทางมีครบทุกรสชาติตั้งแต่ถนนในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น ถนนระหว่างจังหวัดที่สามารถทำความเร็วได้ ไปจนถึงถนนสวนกัน 2 เลนที่คดเคี้ยวและขรุขระซึ่งสามารถวัดสมรรถนะของรถยนต์ได้เป็นอย่างดี

800 1503

ดีไซน์ที่แตกต่างและโดดเด่น

            ดีไซน์ภายนอกเหมือนกับกับรุ่นพี่ตัว 2.0 มีความโดดเด่นตามแนวคิด Brit Dynamic เส้นสายตัวรถให้อารมณ์แบบอังกฤษ มีความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวและดูมีมิติที่ใหญ่บึกบึน ไฟหน้าโปรเจคเตอร์พร้อมระบบเปิดปิดอัตโนมัติ ไฟตัดหมอกและไฟเดย์ไทม์ รันนิ่ง ไลท์ดีไซน์เฉี่ยวเพิ่มความสวยงามและปลอดภัย ไฟท้ายแอลอีดี หลังคาซันรูฟสีดำเพิ่มอารมณ์สปอร์ต แร็คหลังคาสำหรับเก็บสัมภาระ ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 215/60R17 มีมิติตัวถังกว้าง 1,855  มม. ยาว 4,500  มม. สูง 1,689 มม. ระยะฐานล้อ 2,650 มม. ความสูงจากพื้น 174 มม. ความจุถังน้ำมัน 55 ลิตร และน้ำหนัก 1,460 กิโลกรัม

TB5 0986

TB5 0987

TB5 0982

TB5 0997

ภายในเรียบง่าย เน้นการใช้งาน

            ภายในของ MG GS 1.5 Turbo ตกแต่งด้วยวัสดุสีดำ Piano Black ทั้งคอนโซลหน้าจนถึงแผงประตูด้านข้าง ดูเรียบง่ายให้อารมณ์สปอร์ตพอสมควร ปุ่มปรับต่างๆ บริเวณคอนโซลกลางจัดวางติดๆ กันอาจทำให้งงได้ ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจสักหน่อย มีระบบปรับอากาศอัตโนมัติ เบรกมือไฟฟ้า หลังคาซันรูฟเพิ่มความหรูหรา พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นไฟฟ้าพร้อมแพดเดิล ชิฟท์ ครูส คอนโทรลแบบก้านปรับอยู่ใต้ก้านไฟเลี้ยวทำให้ใช้งานลำบากไปนิด ชุดหน้าปัดแบบเข็มอยู่ในตำแหน่งที่ดี แสดงผลชัดเจน เมื่อตบคันเกียร์มาที่โหมด S จะเปลี่ยนเป็นสีแดงได้อารมณ์ความสปอร์ตมากขึ้น

800 1597

800 1611

800 1612

800 1616

            เบาะเป็นวัสดุหนังสังเคราะห์สีดำพร้อมปรับไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง (ฝั่งคนขับ) นุ่มปานกลาง เบาะหลังปรับเอนได้ 14 องศา จุดนี้ช่วยเพิ่มความสบายขึ้นมากยามต้องนั่งนานๆ สามารถปรับพับได้ 60:40 เพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระ ที่วางแขนกลางเป็นที่วางแก้วน้ำในตัว และมีแอร์ตอนหลังทำให้เย็นสบายทั่วทั้งคัน

800 1628

800 1639

IMG20170301094323

IMG20170301094206

            จากการทดลองขับตำแหน่งท่านั่งอยู่ในระดับที่ดี เบาะสูงสามารถมองเห็นข้างหน้าได้ไกล กระจกมองข้างขนาดพอเหมาะมองได้ชัด โดยรวมรถคันนี้มีทัศนะวิสัยรอบคันที่ดี จากนั้นทดลองนั่งโดยสารด้านหลัง เบาะมีความกว้างนั่งสบาย พนักพิงที่ปรับองศาได้ช่วยให้นั่งสบายยิ่งเวลานั่งทางไกล พื้นที่เหนือศีรษะและบริเวณขามีเหลือเฟือ ผู้ใหญ่สามารถนั่งได้สบาย ส่วนห้องเก็บสัมภาระด้านหลังมีขนาดใหญ่พอสมควร จุได้เยอะ เมื่อพับเบาะหลังก็จะได้พื้นที่เพิ่มขึ้นอีกโขเลย

IMG20170301094040

IMG20170301112341

            ด้านระบบความบันเทิงก็มีครบครัน โดยเป็นจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อครบทั้ง บลูทูธ Aux USB ใส่ระบบ InkaNet ของ MG มาให้ซึ่งเปรียบเหมือนเป็นผู้ช่วยส่วนตัว สามารถสั่งการรถยนต์ผ่านสมาร์ทโฟนได้โดยตรง และช่วยอำนวยความสะดวกขณะขับขี่ทั้งการนำทาง รับสาย-โทรออก รับส่งข้อความ ติดต่อคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงแชร์สัญญาณไวไฟได้ นอกจากนี้เมื่อเข้าเกียร์ R ก็จะแสดงภาพจากกล้องถอยหลังโดยอัตโนมัติ ส่วนชุดลำโพงมีมาให้ 8 ตัว คุณภาพเสียงดีใช้ได้ ฟังเพลินตลอดทาง

800 1602

สมรรถนะที่เร่าร้อน

            ขุมพลังของ  MG GS 1.5 Turbo เป็นเครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ 1.5 ลิตร DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว ไดเรคอินเจคชั่น 167 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร คนละบล็อกกับ MG 5 ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 สปีด รองรับเชื้อเพลิง E85 ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำเพียง 148 กรัม/กม. จากการทดสอบขับขี่บอกได้เลยว่าเหลือๆ เครื่องยนต์ตัวนี้มีพละกำลังที่จัดจ้าน แรงจริง มีอัตราเร่งยอดเยี่ยม การเร่งแซงนี่เป็นเรื่องง่ายๆ เลยซึ่งเป็นเพราะมีเทอร์โบมาเสริมความแรง แม้รถจะมีขนาดใหญ่สำหรับเครื่อง 1.5 ลิตร แต่ก็ยังปราดเปรียวและคล่องตัว ชุดเกียร์ทำงานได้ราบรื่นไม่มีอาการกระตุก ส่งกำลังเกียร์ต่อเกียร์ได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อคิกดาวน์เพื่อเร่งแซงรถก็ทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เมื่อขับในโหมด S จากเดิมที่แรงพอตัวอยู่แล้วก็ยิ่งเพิ่มความสนุกขึ้นไปอีก เสียงคำรามของเครื่องยนต์เวลาลากรอบสูงๆ ฟังแล้วเร้าใจเป็นอย่างมาก ส่วนการเก็บเสียงทำได้ดีพอสมควรทั้งความเร็วต่ำและความเร็วสูง แต่เมื่อนั่งข้างหลังจะมีเสียงล้อบดถนนเล็ดลอดเข้ามาพอสมควร

800 1574

800 1601

            ด้านความ
ประหยัด ต้องบอกก่อนว่าในวันแรกของการขับทดสอบ เราอัดหนักเพื่อเค้นประสิทธิภาพสูงสุดของรถออกมาไม่ได้เน้นความประหยัด จึงมีอัตราการกินน้ำมันอยู่ที่ 9-10 กม./ลิตร ก็ถือว่าน่าพอใจในระดับหนึ่ง ซึ่งรถรุ่นอื่นอาจกินจุกว่านี้หากขับแบบโหดๆ ต่อมาวันที่สองมีกิจกรรม อีโค รัน ทดสอบขับประหยัดน้ำมันเส้นทางจากขอนแก่นไปอุดรธานี รอบนี้ขับแบบเซฟๆ เน้นความประหยัด ซึ่งก็ให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจที่ 17.86 กม./ลิตร จัดว่าประหยัดพอตัวเลยทีเดียว

ND4 5432

การควบคุมที่ไว้ใจได้

            เริ่มจากพวงมาลัยไฟฟ้าที่ให้มาถือว่ามีน้ำหนักกำลังดี ให้การควบคุมที่แม่นยำและเฉียบคมทุกย่านความเร็ว ให้ความมั่นใจในการขับขี่ ระบบเบรกแบบดิสก์เบรก 4 ล้อ จับคู่จานเบรกแบบเซรามิก คอมปาวน์ โดยรวมทำงานได้ดีพอสมควร ไม่ต้องออกแรงเหยียบมากก็รู้สึกหน่วง หยุดรถได้อย่างมั่นใจ

ND4 5536

            ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นแบบอิสระมัลติลิงค์ พร้อมเหล็กกันโคลง โดยรวมเซ็ทให้มีความนุ่มนวลกำลังดี มีเด้งๆ บ้างหากเจอสภาพถนนที่ไม่ดี การเข้าโค้งให้ความรู้สึกที่เหนียวหนึบ ยึดเกาะโค้งได้ดี แต่เมื่อนั่งข้างหลังมีความรู้สึกว่ากระด้างขึ้นเล็กน้อย

ND5 0669

สรุปความคุ้มค่า

            ดังที่กล่าวไปข้างต้นว่า MG GS 1.5 Turbo คนนี้เหมาะสำหรับการใช้งานในเขตเมือง อาจมีออกทริปท่องเที่ยวต่างจังหวัดบ้าง ซึ่งจุดนี้ก็ตอบโจทย์ได้ตรงเป้า ใช้งานเมืองก็ประหยัด ขับทางไกลก็สนุก นอกจากนี้ยังมีความโดดเด่นจากรูปลักษณ์ดีไซน์ที่มีความสปอร์ต ทันสมัย ได้ภาพลักษณ์ความเป็นแบรนด์จากอังกฤษที่แตกต่างจากรถแบรนด์ญี่ปุ่นทั่วไป พูดง่ายๆ คือ ไม่ซ้ำตามใคร และอีกจุดนึงที่สำคัญคือราคาที่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท กับคุณภาพและเทคโนโลยีต่างๆ ที่ได้รับในรถรถคันนี้ โดยรวมถือว่าน่าประทับใจ หากคุณชอบในสิ่งที่เรากล่าวมาทั้งหมด ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ปฏิเสธ MG GS 1.5 Turbo คันนี้

ND4 5570

ราคารถยนต์

            – รุ่น 1.5 D  ราคา 890,000 บาท

            – รุ่น 1.5 X  ราคา 990,000 บาท

ขอขอบคุณ บริษัท เอ็ม จี เซลส์ ประเทศไทย ที่จัดกิจกรรมดีๆ แบบนี้ขึ้น และเชิญ WhatCar เข้าร่วมทดสอบในครั้งนี้

800 1566 1

Top